ที่มา:http://www.manager.co.th/qol/viewnews.aspx?NewsID=9560000144968
วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ยูเนสโก ยกย่อง ร.7-พระศรีพัชรินทราฯ-หม่อมงามจิตต์ เป็นบุคคลสำคัญระดับโลก
ปลัดศธ.เผยยูเนสโก ยกย่อง ร.7-พระศรีพัชรินทราฯ-หม่อมงามจิตต์ เป็นบุคคลสำคัญระดับโลกที่ทำคุณงามความดีและทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติอย่างรวมถึงมีคุณูปการต่อการศึกษา
วันนี้ (21 พ.ย.) นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมสมัยสามัญขององค์การ การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ครั้งที่ 37 ณ สำนักงานใหญ่ UNESCO กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้ประกาศยกย่องบุคคลสำคัญของโลกและร่วมเฉลิมฉลองประจำปี 2556 ซึ่งในส่วนของประเทศไทยได้รับการยกย่องบุคคลสำคัญของโลกและร่วมเฉลิมฉลองตามที่มีหน่วยงานเสนอพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และเสนอชื่อผู้ที่มีผลงานดีเด่นให้ยูเนสโก ดังนี้ 1.พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสนอโดยสถาบันพระปกเกล้า เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ในการประกอบพระราชกรณียกิจในประเทศไทย หลังจากเสด็จฯกลับจากการศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2457 และเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันพระราชสมภพครบรอบ 10 ปีนักษัตร ในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ ในฐานะที่ทรงมีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และสื่อสารมวลชน 2.สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ เสนอโดยราชินีมูลนิธิ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันพระราชสมภพครบ 150 ปี วันที่ 1 มกราคม 2556 ในฐานะที่ทรงมีผลงานดีเด่นด้านการศึกษาสำหรับเด็กหญิงและสตรี การศึกษาด้านสาธารณสุขศาสตร์ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ประยุกต์ และสังคมและมนุษย์ศาสตร์ และ 3.หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร เสนอโดยมูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร เพื่อฉลองครบรอบ 100 ปีชาตกาล ในปี พ.ศ.2558 เนื่องจากเป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาชุมชน และการศึกษาด้านวัฒนธรรม
เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน)
เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) (กรีก: Κωνσταντίνος Γεράκης โคนสตันตินอส เกราคิส, อังกฤษ: Constantine Phaulkon) เป็นนักผจญภัยชาวกรีก ผู้กลายมาเป็นสมุหนายกในรัชสมัยของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา
นอกจากภาษากรีก ซึ่งเป็นภาษาแม่แล้ว ฟอลคอนยังสามารถพูดภาษาต่างๆมากมาย ได้แก่ ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส, ภาษาโปรตุเกส และ ภาษามลายู
วัยเด็ก
ฟอลคอนเกิดที่แคว้นเซฟาโลเนีย (ประเทศกรีซ) เมื่อ พ.ศ. 2190 โดยมีเชื้อสายของชาวกรีกและเวนิซ ฟอลคอนเข้าทำงานให้กับบริษัทอินเดียตะวันออก ของอังกฤษ
พ.ศ. 2205 ฟอลคอนออกจากบ้าน และเดินเรือสินค้าไปค้าขายยังแดนต่างๆ
ชีวิตในอยุธยา
พ.ศ. 2218 เดินทางมายังอยุธยาในฐานะพ่อค้า เนื่องจากฟอลคอนมีความสามารถพิเศษในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศอย่างง่ายดาย ฟอลคอนจึงเรียนรู้การใช้ภาษาไทยอย่างคล่องแคล่วในเวลาไม่กี่ปีและเข้ารับราชการในราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในตำแหน่งล่าม นับเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่เข้ามารับราชการในสมัยอยุธยา เป็นตัวกลางการค้าระหว่างอยุธยากับฝรั่งเศส ฟอลคอนได้กลายมาเป็นสมุหเสนาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยาในเวลาอันรวดเร็ว
พ.ศ. 2225 ฟอลคอน แต่งงานกับ ดอญ่า มารี กีมาร์ (ท้าวทองกีบม้า) ซึ่งภายหลัง เป็นผู้ประดิษฐ์ขนมไทยหลายอย่าง
ความใกล้ชิดระหว่างเจ้าพระยาวิชาเยนทร์และสมเด็จพระนารายณ์ทำให้เกิดความริษยาขึ้นในหมู่ราชนิกุล ซึ่งส่งให้เกิดผลเสียต่อตัวเจ้าพระยาวิชาเยนทร์เองในเวลาต่อมา เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ทรงพระประชวรหนักใกล้สวรรคต ก็มีข่าวลือว่าเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ต้องการใช้องค์รัชทายาทเป็นหุ่นเชิดและเข้ามาเป็นผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยาเสียเอง ซึ่งแม้เหตุดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้น้อย แต่ก็เป็นข้ออ้างให้พระเพทราชา ซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ที่ไม่พอใจกับนโยบายด้านต่างประเทศที่ส่งผลให้มีชาวต่างชาติมาอยู่ในกรุงศรีอยุธยามากมาย วางแผนให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จไปประทับที่พระนารายณ์ราชนิเวศน์ในลพบุรี และสมเด็จพระนารายณ์ก็ได้ไว้ใจมอบอำนาจการสำเร็จราชการแผ่นดินให้พระเพทราชาใน พ.ศ. 2231
บั้นปลายชีวิต
พระเพทราชา เมื่อกุมอำนาจ ก็จับกุมเจ้าพระยาวิชาเยนทร์และผู้ติดตามรวมถึงราชนิกุลองค์ต่าง ๆ และนำไปประหารในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2231 ในวัยเพียง 40 ปี เมื่อองค์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงทราบถึงเหตุดังกล่าว พระองค์ทรงกริ้วมาก แต่ไม่มีพระวรกายแข็งแรงเพียงพอที่จะทำการใดๆและเสด็จสวรรคตในอีกไม่กี่วันต่อมา สมเด็จพระเพทราชาเสด็จขึ้นครองราชย์โดยการปราบดาภิเษกและปกครองโดยมีนโยบายต่อต้านชาวต่างชาติ ส่งผลให้เกิดการขับไล่ชาวต่างชาติแทบทั้งหมดออกจากราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาการตีความกันไปต่างๆ นานา ถึงเหตุจูงใจที่ทำให้พระเพทราชาสั่งจับกุมและประหารเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เป็นผลให้จุดยืนของกรีกในประวัติศาสตร์ไทยเป็นเรื่องที่ยังหาข้อสรุปมิได้ นักประวัติศาสตร์ที่เห็นด้วยกับการกระทำของพระเพทราชามองเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ว่าเป็นชาวต่างชาติที่ฉวยโอกาสมาใช้อิทธิพลเข้าควบคุมราชอาณาจักรในนามของผลประโยชน์จากชาติตะวันตก แต่นักประวัติศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งมองว่าเจ้าพระยาวิชาเยนทร์เป็นแพะรับบาป เป็นช่องว่างให้พระเพทราชาสามารถเข้ายึดอำนาจได้จากองค์รัชทายาทโดยนำเอาความริษยาและความระแวงที่มีต่อฟอลคอนมาเป็นมูลเหตุสนับสนุน
วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2557
South Africa (แอฟริกาใต้)
วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2556
The Netherlands
เนเธอร์แลนด์

ชื่อประเทศ เนเธอร์แลนด์ (Netherlands) ดัตช์: Nederlands หรือที่มักเรียกกันว่าฮอลแลนด์ (Holland)หรือฮอลันดา เป็นประเทศซึ่งตั้งอยู่ในยุโรปตะวันตกตอนเหนือ ชื่อประเทศมีรากศัพท์มาจากคำว่า “Neder” หรือ “ต่ำ” เนื่องจากภูมิประเทศส่วนใหญ่ของเนเธอร์แลนด์เป็นที่ราบลุ่ม และพื้นที่ประมาณหนึ่งในสี่ของประเทศต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เนเธอร์แลนด์ได้ปรับพื้นที่โดยการสูบน้ำออกจากทะเลสาบและทางน้ำต่าง ๆ เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้ เนเธอร์แลนด์ได้สร้างเขื่อน ทางระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศประสบภาวะอุทกภัย เนเธอร์แลนด์จึงมีสิ่งก่อสร้างด้านวิศวกรรมการจัดการน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
วัฒนธรรม ประเทศเนเธอร์แลนด์มีวันคริสต์มาส 2 ครั้ง วันที่ 5 และ 25 ธันวาคม ถือว่าเป็นวันคริสต์มาสทั้ง 2 วัน วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันฉลองวันนิโคลัสอีฟ โดยมีเรื่องเล่ากันว่า วันที่ 3 พฤศจิกายน เซนต์นิโคลัสหรือซานตาคลอสจะขึ้นม้าจากสเปน มุ่งหน้ามายังกรุงอัมสเตอร์ดัม
สถานที่ท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์
อัมสเตอร์ดัม (Amsterdam)
อัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) เป็นเมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอัมสเทล(Amstel) เริ่มก่อตั้งประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 12 ปัจจุบันเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเนเธอร์แลนด์ มีประชากรในเขตตัวเมืองประมาณ 742,000 คน ในยุคมืดของยุโรป Dark ages พื้นที่ที่เป็นอัมสเตอร์ดัมปัจจุบันนี้อดีตยังเป็นเพียงที่ว่างเปล่า ลุ่มหนองน้ำ ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัย ชนชาวดัชต์เป็นผู้พลิกพื้นผืนดินให้กลายเป็นบ้านเมืองแห่งแรกขึ้นในต้นศตวรรษที่ 13 จนกลายมาเป็นเมืองแห่งพ่อค้าวาณิชที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก อัมสเตอร์ดัมตั้งขึ้นในที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ IJ และ Amstel ชื่อเมืองจึงมาจากคำว่า Amstel+dam เป็น Amsterdam ปัจจุบัน Amsterdam เป็นเมืองหลวงของ provincie Noord-Holland และเมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ อัสเตอร์ดัมมีคลองถึง 165 คลอง ทำให้จำนวนสะพานมีมากถึงถึง 1281 สะพาน แถมยังมีบ้านเรือที่ลงทะเบียนถูกต้องไว้ถึง 2500 หลัง บ้านเรือเหล่านี้มีไฟฟ้า น้ำประปาและแก๊สใช้เหมือนกับบ้านบนบกทั่วไปกรุงเฮก (The Hague)
กรุงเฮก (The Hague)(ภาษาดัทช์: Den Haag หรือชื่อทางการ's-Gravenhage) เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศเนเธอร์แลนด์ รองจากอัมสเตอร์ดัมและร็อตเตอร์ดัม มีประชากรทั้งหมด 482,742 คน มีพื้นที่ประมาณ 100 ตร.กม. เมืองนี้อยู่ทางตะวันตกของประเทศ และเป็นเมืองหลวงของจังหวัดเซาท์ฮอลแลนด์ เมืองเฮกเป็นส่วนหนึ่งของเขตมหานครรันสตัด เช่นเดียวกันเมืองอัมสเตอร์ดัม ร็อตเตอร์ดัม และอูเทรสท์ รวมทั้งเขตแล้วมีประชากรอาศัยอยู่ 6,659,300 คนเมืองเฮกเป็นศูนย์กลางของรัฐบาลโดยพฤตินัย แต่ไม่ใช่เมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์ โดยในรัฐธรรมนูญแห่งเนเธอร์แลนด์ระบุไว้ว่า เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์คืออัมสเตอร์ดัม เฮกเป็นที่ทำการของรัฐสภาเนเธอร์แลนด์ และยังเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์แห่งเนเธอร์แลนด์ทรงพำนักและทรงงาน ที่นี่เป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชฑูตและที่ทำการกรเมืองเฮกก่อตั้งขึ้นประมาณ ค.ศ. 1230
เมืองลิซเซ่ (Lisse)
เมืองลิซเซ่ (Lisse)ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยการปลูกทิวลิปสลับสีกันจนดูเหมือนเป็นพรมดอกไม้ผืนโตไกลสุดลูกหูลูกตา จึงทำให้ดูแล้วมีมนต์เสน่ห์ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางมาชมความสวยงามนี้กันอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งฤดูชมทิวลิปจะเริ่มขึ้นในเดือนมีนาคมจนไปถึงเดือนสิงหาคม ของทุกๆปี ส่วนดอกทิวลิปยังเป็นดอกไม้เก่าแก่อีกชนิดหนึ่ง ที่ชาวเติร์กและชาวเปอร์เซียเคยปลูกมาแต่สมัยโบราณ โดยถูกนำมาสู่เนเธอร์แลนด์ในราวปี ค.ศ. 1593 การปลูกทิวลิปได้กลายเป็นอุตสาหกรรมหลักของชาวเนเธอร์แลนด์ และเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญมาจนปัจจุบันหมู่บ้านกังหันลม (zaan schan)
หมู่บ้านกังหันลม (zaan schan) เนเธอร์แลนด์มีภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล โดยการปรับพื้นที่จากการสูบน้ำออก จึงมีการสร้างเขื่อน ทางระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำจำนวนมาก แต่เดิมนั้น ชาวดัตซ์ได้คิดค้นพัฒนากังหันลมแบบต่าง ๆ เพื่อใช้งานตามที่ต้องการทั้งกังหันลม เพื่อสูบน้ำ ใช้เพื่อสีข้าว ใช้โม่แป้ง หรือตัดซุง ตัดไม้ ตามความต้องการ จึงมีคำเรียกขานว่าเนเธอร์แลนด์นั้นเป็นดินแดนแห่งกังหันลมและถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ประจำประเทศแห่งนี้ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนซานส์ สคันส์จะได้พบกับความสวยงามอย่างลงตัวของหมู่บ้านที่สร้างขึ้นสไตล์บ้านไม้แบบฮอลแลนด์ สัมผัสบรรยากาศแบบชนบทที่สวยงาม ซึ่งประกอบไปด้วยแม่น้ำ ทุ่งหญ้า และการปศุสัตว์ เนเธอร์แลนด์ เป็นประเทศที่ได้ฉายา ว่า "ดินแดนแห่งกังหันลม" นั่นเอง
จัตุรัสแดม (Dam Square)
โรงงานรองเท้าไม้ (wood shoes factory)
โรงงานผลิตรองเท้าไม้ (wood shoes factory) บ้านไม้โบราณที่ส่วนใหญ่เปิดเป็นร้านขายของที่ระลึก มีไม่กี่หลังที่ยังสาทิตการทำรองเท้าไม้อยู่ ซึ่งรองเท้าไม้นี้เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของฮอลแลนด์ ด้วยว่าในสมัยก่อนที่นี่เกิดน้ำท่วมบ่อย การใส่รองเท้าไม้จะช่วยในการป้องกันความชื้นได้ และในการทำกิจกรรมประจำวันต่างๆ ในสมัยก่อนจึงกลายเป็นที่นิยมของคนที่นี่ ส่วนปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมนัก นอกจากในช่วงเทศกาลต่างๆเท่านั้น แต่รองเท้าไม้ก็เปลี่ยนไปเป็นเป็นของที่ระลึกต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น พวงกุญแจ ที่ติดตู้เย็น หรือแม้แต่รองเท้าไม้อันเล็กๆ ที่ให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึก และถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของเนเธอร์แลนด์สามารถทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนได้ไม่น้อยเลยทีเดียวเรดไรท์สตรีท (red light district)
เรดไรท์สตรีท (red light district) ซึ่งเป็นย่านที่ประกอบด้วยถนนหลายสายเชื่อมต่อกัน และเป็นย่านที่โสเภณีปรกอบอาชีพได้อย่างถูกกฎหมายของเนเธอร์แลนด์ จะมีการโชว์สิ้นค้าทางหน้าต่างร้านโดยเปิดไฟนีออนเอาไว้เมื่อปีที่แล้ว อัมสเตอร์ดัมเริ่มปิดบางส่วนของย่านโคมแดง โดยทางเมืองได้เข้าซื้ออาคารหลายแห่งซึ่งเคยใช้เป็นสถานบริการ โดยมีเจตนาที่จะปิดหน้าต่างโชว์สินค้าเหล่านี้ และซ่องจำนวนมากเกี่ยวข้องกับการต้มตุ๋น, การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมชนิดมีการจัดองค์กรต่างๆ โสเภณีหรือผู้หญิงอาชีพพิเศษในเมือง ไอโฮเวิร์น”ของเนเธอร์แลนด์ ได้รับการล่อใจด้วยการเสนอสิ่งที่เรียกว่า ไมล์ถนน หรือ "street miles" ซึ่งเธอสามารถนำไปใช้ในการแลกเสื้อผ้าของดีไซเนอร์มาใส่ได้ฟรีๆ หรือแลกเฟอร์จิเนอร์มาแต่งห้องพัก พวกเธอจะได้คะแนนสะสม ต่อเมื่อมีพฤติกรรมที่ดี นั่นคือหากตอบรับข้อเสนอของทางสภาเมือง ที่จะยอมดำเนินการทีละขั้นตอน ไปสู้การเปลี่ยนอาชีพ และการมีวิถีชีวิตในรูปแบบที่ปลอดภัยกว่าเดิม ภายใต้แผนการใหม่ที่ทางการต้องการให้พวกเธอเลิกอาชีพเก่าแก่ที่สุดของโลกโรงงานเจียระไนเพชร (Diamond Factory)
โรงงานเจียระไนเพชร(Diamond Factory) ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นงานฝีมือลือชื่อเนื่องด้วยเป็นศูนย์กลางการค้าเพชรที่สำคัญมายาวนาน พร้อมกันนั้นนักท่องเที่ยวยังจะได้มีโอกาสเลือกซื้อเพชรเม็ดงามในราคาเป็นกันเองจากโรงงานด้วยการเจียระไนสำหรับนักอัญมณีจะหมายถึง สัดส่วนของเพชร (proportions) นั่นก็คือ ความลึก (depth) ความกว้าง (width) รูปทรงของหน้าเจียระไน (facet) และความสมมาตร (symmetry) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่นักอัญมณีส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่าเป็นปัจจัยที่ส่ง ผลต่อความงามของเพชรมากที่สุด ด้วยเหตุที่ว่าเพชรจะไม่มีประกายแวววาวหากไม่ได้รับการเจียระไน แม้ว่าจะมีสีและความสะอาดที่ดีเยี่ยมก็ตาม
การจัดระดับฝีมือการเจียระไน (Finish Grading) ว่ามีความชำานาญและระมัดระวังในการเจียระไนแค่ไหน เช่น ตรวจดูว่ามีเส้นรอยขัด รอยขีดข่วน รอยสึกกร่อนที่ก้นเพชร หรือ ขอบเพชรขรุขระ พร้อมกับตรวจดูว่าหน้าขัดมันมีรูปร่างดี มีการวางตัวถูกต้องและมีความสมดุลย์หรือไม่ เช่น เพชรบางเม็ดไม่กลมมีความเบี้ยวเล็กน้อย บางเม็ดมีหน้าขัดมันผิดรูปร่างไป การเจียระไนที่ดีจะช่วยส่งเสริมให้เพชรมีประกายแวววาวเมื่อกระทบกับแสง โดยลักษณะของแสง (Light performance) ที่ดีนั้น แสงทั้งหมดจะต้องถูกสะท้อนมายังผู้สวมใส่ ให้ความแวววาว (Brilliance) สูงสุด
ล่องเรือหลังคากระจก (Lover Boat)
ล่องเรือหลังคากระจก (Lover Boat) เรือจะล่องไปตามลำคลองของเมือง พาชมบ้านเรือนแบบชาวดัชต์ที่สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 มีเอกลักษณ์พิเศษจะเป็นอาคารทรงแคบ ที่มีตะขออยู่ชั้นบนสุดของอาคาร เอาไว้สำหรับขนเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน ระหว่างล่องเรือผ่านบ้านเรือนแพที่อยู่ริมคลองที่มีอยู่มากถึง 2,500 หลัง แล้วไปชมเขตที่เก่าแก่ที่สุดของกรุงอัมสเตอดัม ชมตึกรามบ้านช่องที่ตั้งอยู่ริมคลองอันมีเอกลักษณ์ที่สวยงามแปลกตา ซึ่งบ้านริมคลองเหล่านี้จะมีส่วนหน้าบ้านไม่กว้างมากนัก และสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมสเปนผสมกับเรอเนสซองส์ ตัวตึกใช้อิฐแดงก่อแบบไม่ฉาบปูน ตกแต่งเป็นภาพปูนปั้นเทพเจ้ากรีกอย่างสวยงาม และหน้าจั่วมีไม้ยื่นออกมา เพื่อแขวนลอกไว้สำหรับขนสิ่งของเข้าบ้านทางหน้าต่าง เพราะหน้าบ้านแคบและประตูก็เล็ก และในลำคลองยังมีเรือนแพรที่เป็นที่อยู่อาศัยอีกด้วย
วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
"อิตาลี" สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไปเยี่ยมชม
อิตาลี เป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสน่ห์น่าสนใจแห่งหนึ่งของโลก..
เป็นดินแดนแห่งวัฒนธรรม กว่าศตวรรษที่กำเนิดและเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้..
เป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ในอดีตกาล ที่ครอบคลุมตลอดอาณานิคมดินแดนแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน...
โรม มิลาน เวนิส ฟลอเรนซ์ เช่นเดียวกับเมืองน้อยใหญ่อื่นๆที่สวยสดงดงาม
พร้อมทั้งประวัติ ศาสตร์ร่องรอยที่ฝังใจอันจะเห็นได้จากอนุสาวรีย์และธรรมชาติของเมืองนั้นๆ ...
คนทั่วทุกมุมโลกวันแล้ววันเล่า ต่างมาเยือนความสวยงามของอิตาลี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ฮันนีมูนหนุ่มสาวต่างปรารถนาที่จะมาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์..
ดินแดนในฝันแห่ง ความรักและโรมานซ์.
เป็นดินแดนแห่งวัฒนธรรม กว่าศตวรรษที่กำเนิดและเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้..
เป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ในอดีตกาล ที่ครอบคลุมตลอดอาณานิคมดินแดนแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน...
โรม มิลาน เวนิส ฟลอเรนซ์ เช่นเดียวกับเมืองน้อยใหญ่อื่นๆที่สวยสดงดงาม
พร้อมทั้งประวัติ ศาสตร์ร่องรอยที่ฝังใจอันจะเห็นได้จากอนุสาวรีย์และธรรมชาติของเมืองนั้นๆ ...
คนทั่วทุกมุมโลกวันแล้ววันเล่า ต่างมาเยือนความสวยงามของอิตาลี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ฮันนีมูนหนุ่มสาวต่างปรารถนาที่จะมาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์..
ดินแดนในฝันแห่ง ความรักและโรมานซ์.
สนามกีฬาโคลอสเซียม มรดกโลก อิตาลี
โคลอสเซียม หรือโคลิเซียม (อังกฤษ: Colosseum,Coliseum หรือ Flavian Amphitheatre; อิตาลี: Colosseo - โคลอสโซ) เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสเปเซียนแห่งจักรวรรดิโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิไททัส ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือประมาณปี ค.ศ. 80 อัฒจันทร์เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทรายวัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน ใต้อัฒจรรย์ และใต้ดินมีห้องสำหรับขังนักโทษที่รอการประหารชีวิต และสิงโตหลายร้อยห้อง ใช้เป็นสถานที่ให้นักโทษ ต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร หากนักโทษผู้ใดเอาชนะ ฆ่าสิงโตได้ด้วยมือเปล่าได้ก็รอดชีวิตไป หรือไว้ใช้เป็นที่ประลองฝีมือในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาสให้ต่อสู้กันเอง ยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึงสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตาย ก็จะได้รับเกียรติอย่างสูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและยกย่องกันมากปีๆหนึ่งต้องสูญเสียชีวิตนัก โทษและทาสไม่ต่ำกว่าร้อยคน สนามกีฬาแห่งนี้มีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบัน
ในวันที่ 7 ก.ค. 2550 โคลอสเซียมได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการลงคะแนนผ่านทางอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือจากทั่วโลก
เวนิส เมืองสุดโรแมนติกติดอันดับโลก
เวนิส เป็นเมืองหลวงของแคว้นเวเนโต มีประชากร 271,663 คน (ข้อมูลวันที่ 1 มกราคม 2547) เมืองเวนิสได้รับฉายาว่า ราชินีแห่งทะเลอาเดรียตริก (Queen of the Adriatic), เมืองแห่งสายน้ำ (City of Water), เมืองแห่งสะพาน (City of Bridges), และ เมืองแห่งแสงสว่าง (The City of Light)
เมืองเวนิสถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมเกาะเล็กๆ จำนวนมากเข้าด้วยกันในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียตริก ในภาคเหนือของประเทศอิตาลี ทะเลสาบน้ำเค็มนี้ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งระหว่างปากแม่น้ำโปกับแม่น้ำพลาวิ มีผู้อยู่อาศัยโดยประมาณ 272,000 คน ซึ่งนับรวมหมดทั้งเวนิส โดยมี 62,000 คนในบริเวณเมืองเก่า 176,000 คนในเทอร์ราเฟอร์มา (Terraferma) และ 31,000 คนในเกาะอื่นๆ ในทะเลสาบ
เรือกอนโดลา (Gondola) เป็นเรือพายพื้นบ้านของชาวเวนิส ใช้เป็นพาหนะหลักของการเดินทางในเมืองเวนิส ประเทศอิตาลีมานานหลายร้อยปี และปัจจุบันได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเวนิส มีความเชื่อมาว่า ถ้าคู่รักได้จูบกัน เมื่อตอนระฆังปาไนล์ดังตอนเย็น ขณะลอดข้ามสะพานถอนหายใจ ถือว่าคนนั้นจะรักกันยืนนาน
น้ำพุเทรวี่
"น้ำพุเทรวี่" ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี เริ่มเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์เรื่อง "Three Coins in the Fountain" น้ำพุแห่งนี้นับเป็นน้ำพุที่สถาปัตยกรรมงดงามมาก ซึ่งเป็นผลงานของสถาปนิก ชื่อ Francesco Salvi ในช่วงศตวรรษที่ 17 น้ำพุเทรวี่นี้ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่สร้างความประทับให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกเลยทีเดียว ส่วนกลางของน้ำพุ มีรูปปั้นของเทพเจ้าเนปจูน (Neptune) ขี่รถม้าติดปีก แสดงถึงความมีสุขภาพที่แข็งแรง และความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักร
ตามธรรมเนียมแล้ว นักท่องเที่ยวที่มาชมน้ำพุเทรวี่แห่งนี้ ควรจะโยนเหรียญ 1 เหรียญลงไปในสระ โดยมีความเชื่อกันว่า หากโยนเหรียญลงไปแล้ว จะได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้งหนึ่ง
หอเอนเมืองปิซา
หอเอนแห่งเมืองปิซา ตั้งอยู่ที่เมืองปิซา ประเทศอิตาลี เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เป็นหอคอยหินอ่อนที่พิศดาร สูง 54 เมตร (181 ฟุต) มี 8 ชั้น แต่ละชั้นมีเสาหินอ่อนที่สลักลวดลายวิจิตรรองรับ ได้ลงมือสร้างเมื่อ พ.ศ. 1717 (ค.ศ. 1174) ไปเสร็จในปี พ.ศ. 1893 (ค.ศ. 1350) ใช้เวานานถึง 176 ปี ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใช้เวลาสร้างนานที่สุดในโลก ความน่ามหัศจรรย์อีกอย่าง คือ เมื่อเริ่มสร้างได้ 4-5 ชั้น หอนี้เริ่มเอียง แต่ไม่ถึงกับพังทลายลงมา เพราะแรงที่จุดศูนย์ถ่วง เมื่อลากดิ่งลงมาไม่ออกนอกฐานจึงไม่ล้มยังทรงตัวอยู่ได้ เมื่อสร้างเสร็จ ยอดของหอเอียงออกจากแนวดิ่งของฐานถึง 4 เมตร(14 ฟุต) และหอเอนนี้ช่วยให้กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ ชาวอิตาเลียน ผู้มีชื่อเสียงของโลก ได้ทดลองเรื่องอัตราเร็วของเทห์วัตถุที่ตกลงมาจากที่สูง
มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (Basilica of Saint Peter) รู้จักกันโดยชาวอิตาลีว่า Basilica di San Pietro in Vaticano หรือเรียกกันสั้นๆว่าเซนต์ปีเตอร์บาซิลิกา (Saint Peter's Basilica) มหาวิหารนี้เป็นมหาวิหารหนึ่งในสี่ของมหาวิหารหลักในกรุงโรม, ประเทศอิตาลี (อีกสามมหาวิหารคือ: มหาวิหารเซ็นต์จอห์นแลเตอร์รัน, มหาวิหารซานตามาเรียมายอเร และ มหาวิหารเซ็นต์พอลนอกกำแพง อยู่ในนครรัฐวาติกัน เป็นดินแดนที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม ประเทศอิตาลีเป็นที่ประทับของpope ซึ่งเป็นประมุขสูงสุดแห่งศาสนาคริสต์ นิกายRoman Catholic State of the Vatican City จัดว่าเป็นประเทศ ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ศูนย์กลางคือ มหาวิหาร St. Peter ที่ออกแบบโดยอัจฉริยะบุคคล Michelangelo
มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในนครรัฐวาติกันสร้างทับวิหารเดิมที่ชื่อเดียวกัน โดมของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์สูงโดดเด่นสามารถเห็นได้แต่ไกลในตัวเมืองโรม วัดนี้ตั้งอยู่ในเนื้อที่ประมาณ 2.3 เฮกตาร์ สามารถจุคนได้กว่า 60,000 คน เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดที่หนึ่งของคริสตชนนิกายโรมันคาทอลิก ที่ตั้งวัดเชื่อกันว่าเป็นที่ฝังร่างของ นักบุญปีเตอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาวกสิบสององค์ของพระเยซู ภายในมีรูปสลักปิเอตา (Pietà) ซึ่งเป็นผลงานของไมเคิลแองเจโล เป็นรูปสลักหินอ่อนพระแม่มาเรียประทับบนแท่นหิน ขณะที่รองรับพระศพของพระบุตรไว้ในท่าพาดบนตักหลังจากที่ถูกนำลงจากไม้กางเขน
วิหารพาร์เธนอน
วิหารพาร์เธนอน (Parthenon) คือวิหารโบราณบนเนินอะโครโพลิสในกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ สร้างเพื่อเป็นศาสนสถานบูชาเทพีเอเธนา หรือเทพีแห่งปัญญา ความรอบรู้ ในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์ศักราช เป็นสิ่งก่อสร้าง สถาปัตยกรรม กรีกโบราณ ที่มีชื่อเสียงที่สุด แสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาด ของสถาปนิก ในสมัยนั้น และ ถือได้ว่า เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดกว้าง 101.4 ฟุต หรือ 30.9 เมตร และ ยาว 228.0 ฟุต หรือ 69.5 เมตร คำว่า พาร์เธนอน นั้นน่าจะมาจาก ประติมากรรม ที่เคยตั้งอยู่ภายในวิหาร คือ Athena Parthenos ซึ่งมีความหมายว่า เทพีอันบริสุทธิ์ ซากที่ยังเหลือให้เห็น ก็คือ โครงสร้างที่ค้ำด้วย เสาหินอ่อน สีอมชมพู และหน้าบันบางส่วน ส่วนภายในเคยมี ประติมากรรม เทพีอาธีนา ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ วิหารนี้ใช้เป็นที่บวงสรวง เทพีอาธีนา ต่อมาใช้เป็น โบสถ์ของชาว คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น โบสถ์คาทอลิก จนกระทั่งในยุคที่ ชาวเติร์ก ครองเมืองถูกดัดแปลงมาเป็น มัสยิด และในที่สุด ก็ถูกใช้เป็นที่เก็บดินปืน ในสงครามระหว่างเติร์ก กับ เวเนเชี่ยน (Venetian) ทำให้ถูกระเบิดเสียหายไปบางส่วน และ วิหารพาร์เธนอน มาทรุดโทรมอย่างหนัก เมื่อคราวสงคราม กอบกู้อิสรภาพของกรีก จาก เติร์ก
ปอมเปอี โศกนาฏกรรมแห่งเมืองภูเขาไฟ
"ปอมเปอี-Pompei" เป็นเมืองเก่าสมัยกลาง ตั้งอยู่บริเวณภาคใต้ของคาบสมุทรอิตาลี ริมอ่าวเนเปิล เมืองนี้เป็นชุมชนขึ้นมาก่อนคริสต์ศักราช โดยอยู่ใต้ อิทธิพลของกรีก ต่อมาราว 80 ปีก่อนคริสตกาลกลายเป็นเมืองตากอากาศฤดูร้อนของชาวโรมันหลังตกเป็นอาณานิคมของอาณาจักรโรมัน กระทั่งค.ศ.63 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง เมืองรุ่งเรืองสมบูรณ์แบบกลายเป็นซากปรักหักพังทันที
มีบันทึกถึงภัยพิบัติครั้งนั้นว่าเกิดขึ้นเพราะบริเวณที่ตั้งของเมืองเป็นจุดเดียวกับที่ตั้งของภูเขาไฟใต้น้ำชื่อซอมมา นักโบราณคดีเชื่อว่าซอมมาระเบิดครั้งแรกเมื่อ 10,000 ปีที่แล้ว ขณะนั้นบริเวณดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวเนเปิล นอกจากแผ่นดินไหวในค.ศ.63 แล้ว บริเวณนี้ยังเกิดแผ่นดินไหวอีกหลายครั้งตลอดเวลาที่ภูเขาไฟระอุอยู่
แล้วก็ถึงครั้งสาหัส เหตุเกิดวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.79 ภูเขาไฟวิซูเวียสระเบิด ลาวาร้อนไฟลุกทะลักโถมกลบพื้นที่เป็นบริเวณกว้างไกล เมืองปอมเปอี เฮอร์คูลาเนียม และสตาบิเอ หายไป ผู้รอดชีวิตจากลาวามหาประลัยบันทึกเหตุการณ์ผ่านจดหมาย แล้วก็กลายเป็นจดหมายเหตุประวัติศาสตร์ได้ข้อมูลว่าเมืองปอมเปอียามนั้นมีประชากรประมาณ 20,000 คน ถูกหินไฟเหลวกลบสิ้นชีวิต 2,000 คน.
กว่า 1,500 ปีต่อมามีการขุดซากเมืองและบูรณะเป็นระยะๆ นับจากค.ศ.1748 ตราบจนปี 1860 การขุดสำรวจเริ่มเป็นไปตามหลักวิชาการมากขึ้นด้วยเทคนิคยุคใหม่ทำให้ชาวโลกในปัจจุบันได้มีความรู้ ข้อมูลที่มีค่ายิ่งเกี่ยวกับชีวิตชาวโรมันในศตวรรษที่ 1
เมื่อขุดผืนดินที่ทับถมออกหมดสิ้นก็ได้พบซากเมืองใหญ่โต สร้างด้วยหินแข็งแรง ได้เห็นผังเมือง และภายในกำแพงที่โอบล้อมตัวเมือง มีถนนหนทาง ใจกลางเมืองมีจัตุรัส วิหาร อนุสรณ์สถาน สำนักงานราชการ ตลาด ร้านค้า โรงละคร สนามกีฬา บ้านเรือน และโรงอาบน้ำสาธารณะ รวมทั้งรูปปั้นและสิ่งของ เครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่งจำนวนมากมาย เป็นสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์โบราณคดีที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแน่ชัดที่สุดเกี่ยวกับโรมันยุคนั้น
หลายจุดน่าสลด พบซากชาวปอมเปเอียนและสัตว์เลี้ยงแข็งเป็นหินคงสภาพเกือบทุกประการ รวมถึงความหวาดกลัวต่อความตายที่ยังตราติดอยู่บนดวงหน้า บางซากนั่งเอามือปิดหน้า บางซากซบอยู่กับกำแพง ปอมเปอีจึงได้อีกชื่อว่า "ซากเมืองแห่งความตาย"
สุดสยอง !!! สถานที่ท่องเที่ยว ทัวร์สุสาน มัมมี่ อิตาลี
Capuchin catacombs of Palermo คือ สุสานใต้ดิน ในเมืองพาเลอร์โม ( Palermo ) บนเกาะซิซิลี ( Sicily ) ทางเหนือ ของ ประเทศอิตาลี ( Italy ) ในช่วงปี 1534 เหล่าพระคาปูชิน ที่อยู่ในวัดที่ พาเลอร์โม เมื่อมรณภาพจะใช้การฝังในถ้ำ เมื่อเวลาผ่านไปถ้ำดังกล่าวเกิดเต็มจนไม่สามารถใช้ฝังพระได้อีกต่อไป ทำให้ในปี ค.ศ. 1599 จึงเริ่มีการขุดอุโมงค์ใต้อารามเพื่อดัดแปลงเป็นที่ฝังศพแทนถ้ำที่เต็มหลังขุดเสร็จ หลวงพ่อ Silvestro of Gubbio เป็นพระรูปแรกที่ถูกฝังที่สุสานนี้ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของ 1 ใน สถานที่ท่องเที่ยว สุดสยอง ที่ได้รับความนิยมที่สุดใน ประเทศอิตาลี่
ในช่วงแรกในการสร้าง สุสานใต้ดิน คาปูชิน แห่ง พาเลอร์โม นั้นต้องการเป็นที่เก็บศพของพระ เท่านั้น เวลาผ่านไปเป็นร้อยๆปี จนกระทั้งในปี 1871 หลวงพ่อ ลิคคาร์โด เป็นพระ รูปสุดท้ายที่ถูกนำศพมาเก็บไว้ที่สุสานแห่งนี้ แต่คนชั้นสูง หรือผู้ร่ำรวยที่จะต้องการรักษาศพของตน ไว้ในสุสานแห่งนี้ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้ทางวัดเป็นรายปีเพื่อการฝังศพไว้ในสุสานนี้ เรือยๆมาจนกระทั้งศพสุดท้ายที่นำเข้ามเก็บทีนี้ในช่วงปี 1920 ซึ่งเวลานั้นรวมทั้งหมดมีศพ ฝังอยู่กว่า 8,000 ศพ และหนึ่งในศพท้ายที่นำเข้าฝังไว้ที่สุสานนี้ คือศพของ Rosalia Lombardo และเธอถือเป็น จุดดึงดูด นักท่องเที่ยว ที่สำคัญที่สุดสำหรับ สุสานใต้ดิน คาปูชิน แห่ง พาเลอร์โม
ข้อควรระวังในการไปอิตาลี
♦ การท่องเที่ยวในอิตาลีไม่ควรใส่เครื่องประดับที่เป็นของมีค่าและแต่งตัวดึงดูดความสนใจ การถูกล้วงกระเป๋า และถูกโจรกรรมเกิดขึ้นได้ทุกที่โดยเฉพาะที่มีคนเบียดเสียดหนาแน่น เช่น บริเวณสถานีรถไฟ สนามบิน รถเมล์ รถไฟใต้ดิน และแม้แต่ในโรงแรมที่ท่านพำนัก ♦ ขณะที่ท่านรับประทานอาหาร หากไม่ระมัดระวังกระเป๋าถือและของมีค่า ท่านอาจจะถูกฉกกระเป๋าและสิ่งของของท่านไปได้โดยง่าย
♦ การซื้อของควรนับเงินทอนให้ครบต่อหน้าผู้ขาย การใช้บัตรเครดิต ควรให้ผู้ขายรูดบัตรต่อหน้าท่าน
♦ ควรระวังคนมาตีสนิท และตำรวจปลอมขอตรวจบัตร
♦ การซื้อของควรนับเงินทอนให้ครบต่อหน้าผู้ขาย การใช้บัตรเครดิต ควรให้ผู้ขายรูดบัตรต่อหน้าท่าน
♦ ควรระวังคนมาตีสนิท และตำรวจปลอมขอตรวจบัตร
วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556
สาธารณรัฐโครเอเชีย
ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง อยู่ระหว่างยุโรปกลางและเมดิเตอร์เรเนียน บริเวณริมฝั่งตะวันออกของทะเลเอเดรียติก
พื้นที่ ๕๖,๕๔๒ ตารางกิโลเมตร
เมืองหลวง กรุงซาเกร็บ (Zagreb)
ประชากร ๔.๔ ล้านคน ประกอบด้วยชาวโครอัท (๘๙.๖%) ชาวเซิร์บ (๔.๕๔%) และอื่นๆ ได้แก่ ชาวบอสเนีย ฮังกาเรียน สโลวีน เช็ก (๕.๙%)
ภูมิอากาศ แบบเมดิเตอร์เรเนียนแถบชายฝั่งทะเลเอเดรียติกและ
ภูมิอากาศแบบเทือกเขาบริเวณตอนกลางของประเทศอุณหภูมิโดยเฉลี่ย ๑๔-๒๗ องศาเซลเซียส
ภาษา โครเอเชียนเป็นภาษาราชการ ภาษาอื่นๆ ที่ใช้พูดกันโดยชนกลุ่มน้อยได้แก่ เซอร์เบียน ฮังกาเรียน อิตาเลียน เยอรมัน อังกฤษ
ศาสนา โรมันคาทอลิก ๘๕.๘% ออโธด็อกซ์ ๓.๒% มุสลิม ๑๑%
หน่วยเงินตรา คูน่า (Kuna) อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ ๔.๖๖ คูน่า เท่ากับประมาณ ๑ ดอลลาร์สหรัฐ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ๕๐.๑ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (๒๕๕๐)
รายได้ประชาชาติต่อหัว ๑๑,๒๗๑ ดอลลาร์สหรัฐ (๒๕๕๐)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ ๕.๖ (๒๕๕๐)
มหาวิหารเซนต์สตีเฟน (St. Stephen's Cathedral) ซึ่งมียอดแหลมทรงกรวยคู่บนยอดวิหารตกแต่งอย่างงดงาม สามารถเห็นได้จากทุกมุมในซาเกรบ แต่เดิมเป็นโบสถ์ธรรมดาแต่เพิ่มสำคัญในปี ค.ศ. 1094 เมื่อกษัตริย์ ลาดีสลาอุส (King Ladislaus) ได้ให้พระราชาคณะย้ายที่พำนักจากสีสัก (Sisak) มายังซาเกรบ แต่ก็ถูกกองทัพมองโกลทำลายในปี ค.ศ. 1242 เมื่อมองโกล จากไป โบสถ์นี้ก็ได้รับการซ่อมแซมใหม่ และ ขยับขยาย ในอีกหลายครั้งต่อมา รูปร่างมหาวิหารที่งดงามในรูปแบบนิโอ กอธิคที่เห็นในปัจจุบัน เป็นการก่อสร้างในปี ค.ศ. 1880 ซึ่งถือว่าเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโครเอเชีย และยังเป็นศูนย์กลางของคริสต์จักรในประเทศโครเอเชียอีกด้วย
โรงละครแห่งชาติโครเอเชีย โดยโรงละครแห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าของเมืองซาเกร็บ โดยสร้างขึ้นในปี 1895 โดยรูปแบบของอาคารนั้นสร้างขึ้นในสไตล์นีโอบาร็อค มีลักษณะเป็นรูปตัว U และรายรอบไปด้วยสวนสาธารณะจนได้รับสมญานามว่า “The Green Horse shoe”
ที่ตั้ง อยู่ระหว่างยุโรปกลางและเมดิเตอร์เรเนียน บริเวณริมฝั่งตะวันออกของทะเลเอเดรียติกพื้นที่ ๕๖,๕๔๒ ตารางกิโลเมตร
เมืองหลวง กรุงซาเกร็บ (Zagreb)
ประชากร ๔.๔ ล้านคน ประกอบด้วยชาวโครอัท (๘๙.๖%) ชาวเซิร์บ (๔.๕๔%) และอื่นๆ ได้แก่ ชาวบอสเนีย ฮังกาเรียน สโลวีน เช็ก (๕.๙%)
ภูมิอากาศ แบบเมดิเตอร์เรเนียนแถบชายฝั่งทะเลเอเดรียติกและ
ภูมิอากาศแบบเทือกเขาบริเวณตอนกลางของประเทศอุณหภูมิโดยเฉลี่ย ๑๔-๒๗ องศาเซลเซียส
ภาษา โครเอเชียนเป็นภาษาราชการ ภาษาอื่นๆ ที่ใช้พูดกันโดยชนกลุ่มน้อยได้แก่ เซอร์เบียน ฮังกาเรียน อิตาเลียน เยอรมัน อังกฤษ
ศาสนา โรมันคาทอลิก ๘๕.๘% ออโธด็อกซ์ ๓.๒% มุสลิม ๑๑%
หน่วยเงินตรา คูน่า (Kuna) อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ ๔.๖๖ คูน่า เท่ากับประมาณ ๑ ดอลลาร์สหรัฐ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ๕๐.๑ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (๒๕๕๐)
รายได้ประชาชาติต่อหัว ๑๑,๒๗๑ ดอลลาร์สหรัฐ (๒๕๕๐)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ ๕.๖ (๒๕๕๐)
ระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีสภาเดียว เรียกว่า Sabor มีสมาชิก ๑๕๒ คน ประธานาธิบดี เป็นประมุข โดยมาจาก การเลือกตั้งโดยตรง และเป็นผู้แต่งตั้ง คณะรัฐบาล มีวาระ ๕ ปี ปัจจุบัน คือ
นาย Stjepan Mesic ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ (ได้รับการเลือกตั้งเป็น ประธานาธิบดีสมัยที่ ๒ เมื่อเดือน มกราคม ๒๕๔๘)
รัฐบาลปัจจุบัน เป็นรัฐบาลผสมเสียงข้างมาก ระหว่างพรรค Croatia Democratic Union และพรรค Democratic Centre มี ๙๑ เสียง จากทั้งหมด ๑๕๒ เสียง
เมืองและสถานที่ท่องเที่ยวในโครเอเชีย
ซาเกร็บ (Zagreb) ซาเกร็บ (Zagreb) เป็นเมืองหลวงของประเทศโครเอเชีย ในปี พ.ศ. 2548 เมืองนี้มีจำนวนประชากร 973,667 คน ในบริเวณระหว่างเนินทางใต้ของภูเขาเมดเวดนีตซา (Medvednica) กับฝั่งเหนือของแม่น้ำซาวา (Sava) มีความสูของพื้นที่ 120 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมของเมืองนี้คือ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของที่ราบแพนโนเนีย ซึ่งเชื่อมโยงไปยังบริเวณเทือกเขาแอลป์ เทือกเขาไดนาริกแอลป์ ทะเลเอเดรียติก และภูมิภาคแพนโนเนีย โดยตัวเมืองนั้นตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำซาวา (Sava) และบริเวณไหล่เขาเมดเวดนีตซา (Medvednica) ทำให้สามารถติดต่อและคมนาคมขนส่งกับภูมิภาคยุโรปกลางกับทะเลเอเดรียติกได้อย่างดี
สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ในซาเกร็บ
มหาวิหารเซนต์สตีเฟน (St. Stephen's Cathedral) ซึ่งมียอดแหลมทรงกรวยคู่บนยอดวิหารตกแต่งอย่างงดงาม สามารถเห็นได้จากทุกมุมในซาเกรบ แต่เดิมเป็นโบสถ์ธรรมดาแต่เพิ่มสำคัญในปี ค.ศ. 1094 เมื่อกษัตริย์ ลาดีสลาอุส (King Ladislaus) ได้ให้พระราชาคณะย้ายที่พำนักจากสีสัก (Sisak) มายังซาเกรบ แต่ก็ถูกกองทัพมองโกลทำลายในปี ค.ศ. 1242 เมื่อมองโกล จากไป โบสถ์นี้ก็ได้รับการซ่อมแซมใหม่ และ ขยับขยาย ในอีกหลายครั้งต่อมา รูปร่างมหาวิหารที่งดงามในรูปแบบนิโอ กอธิคที่เห็นในปัจจุบัน เป็นการก่อสร้างในปี ค.ศ. 1880 ซึ่งถือว่าเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโครเอเชีย และยังเป็นศูนย์กลางของคริสต์จักรในประเทศโครเอเชียอีกด้วย
มหาวิหารเซนต์มาร์คซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองเก่าซาเกรบ สร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 13 หลังคามุงด้วยกระเบื้องสีต่างๆ
ซึ่งเป็นรูปตราสัญลักษณ์ของซาเกรบ โครเอเชีย สโลเวเนีย และ ดาลมาเชีย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ในประเทศเดียวกัน (ยูโกสลาเวีย), ผ่านอาคารรัฐสภา และผ่านห้องแสดงงานศิลปะ แมชโทรวิช ซึ่งเป็นช่างปั้นมือหนึ่งของศตวรรษที่ 20
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)












