วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2556

The Netherlands

เนเธอร์แลนด์



ชื่อประเทศ เนเธอร์แลนด์ (Netherlands) ดัตช์: Nederlands หรือที่มักเรียกกันว่าฮอลแลนด์ (Holland)หรือฮอลันดา เป็นประเทศซึ่งตั้งอยู่ในยุโรปตะวันตกตอนเหนือ ชื่อประเทศมีรากศัพท์มาจากคำว่า “Neder” หรือ “ต่ำ” เนื่องจากภูมิประเทศส่วนใหญ่ของเนเธอร์แลนด์เป็นที่ราบลุ่ม และพื้นที่ประมาณหนึ่งในสี่ของประเทศต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เนเธอร์แลนด์ได้ปรับพื้นที่โดยการสูบน้ำออกจากทะเลสาบและทางน้ำต่าง ๆ เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้ เนเธอร์แลนด์ได้สร้างเขื่อน ทางระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศประสบภาวะอุทกภัย เนเธอร์แลนด์จึงมีสิ่งก่อสร้างด้านวิศวกรรมการจัดการน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

วัฒนธรรม ประเทศเนเธอร์แลนด์มีวันคริสต์มาส 2 ครั้ง วันที่ 5 และ 25 ธันวาคม ถือว่าเป็นวันคริสต์มาสทั้ง 2 วัน วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันฉลองวันนิโคลัสอีฟ โดยมีเรื่องเล่ากันว่า วันที่ 3 พฤศจิกายน เซนต์นิโคลัสหรือซานตาคลอสจะขึ้นม้าจากสเปน มุ่งหน้ามายังกรุงอัมสเตอร์ดัม

สถานที่ท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์

อัมสเตอร์ดัม (Amsterdam)


  อัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) เป็นเมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอัมสเทล(Amstel) เริ่มก่อตั้งประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 12 ปัจจุบันเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเนเธอร์แลนด์ มีประชากรในเขตตัวเมืองประมาณ 742,000 คน ในยุคมืดของยุโรป Dark ages พื้นที่ที่เป็นอัมสเตอร์ดัมปัจจุบันนี้อดีตยังเป็นเพียงที่ว่างเปล่า ลุ่มหนองน้ำ ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัย ชนชาวดัชต์เป็นผู้พลิกพื้นผืนดินให้กลายเป็นบ้านเมืองแห่งแรกขึ้นในต้นศตวรรษที่ 13 จนกลายมาเป็นเมืองแห่งพ่อค้าวาณิชที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก อัมสเตอร์ดัมตั้งขึ้นในที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ IJ และ Amstel ชื่อเมืองจึงมาจากคำว่า Amstel+dam เป็น Amsterdam ปัจจุบัน Amsterdam เป็นเมืองหลวงของ provincie Noord-Holland และเมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ อัสเตอร์ดัมมีคลองถึง 165 คลอง ทำให้จำนวนสะพานมีมากถึงถึง 1281 สะพาน แถมยังมีบ้านเรือที่ลงทะเบียนถูกต้องไว้ถึง 2500 หลัง บ้านเรือเหล่านี้มีไฟฟ้า น้ำประปาและแก๊สใช้เหมือนกับบ้านบนบกทั่วไป


กรุงเฮก (The Hague)


  กรุงเฮก (The Hague)(ภาษาดัทช์: Den Haag หรือชื่อทางการ's-Gravenhage) เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศเนเธอร์แลนด์ รองจากอัมสเตอร์ดัมและร็อตเตอร์ดัม มีประชากรทั้งหมด 482,742 คน มีพื้นที่ประมาณ 100 ตร.กม. เมืองนี้อยู่ทางตะวันตกของประเทศ และเป็นเมืองหลวงของจังหวัดเซาท์ฮอลแลนด์ เมืองเฮกเป็นส่วนหนึ่งของเขตมหานครรันสตัด เช่นเดียวกันเมืองอัมสเตอร์ดัม ร็อตเตอร์ดัม และอูเทรสท์ รวมทั้งเขตแล้วมีประชากรอาศัยอยู่ 6,659,300 คน
  เมืองเฮกเป็นศูนย์กลางของรัฐบาลโดยพฤตินัย แต่ไม่ใช่เมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์ โดยในรัฐธรรมนูญแห่งเนเธอร์แลนด์ระบุไว้ว่า เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์คืออัมสเตอร์ดัม เฮกเป็นที่ทำการของรัฐสภาเนเธอร์แลนด์ และยังเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์แห่งเนเธอร์แลนด์ทรงพำนักและทรงงาน ที่นี่เป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชฑูตและที่ทำการกรเมืองเฮกก่อตั้งขึ้นประมาณ ค.ศ. 1230


เมืองลิซเซ่ (Lisse)


  เมืองลิซเซ่ (Lisse)ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยการปลูกทิวลิปสลับสีกันจนดูเหมือนเป็นพรมดอกไม้ผืนโตไกลสุดลูกหูลูกตา จึงทำให้ดูแล้วมีมนต์เสน่ห์ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางมาชมความสวยงามนี้กันอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งฤดูชมทิวลิปจะเริ่มขึ้นในเดือนมีนาคมจนไปถึงเดือนสิงหาคม ของทุกๆปี  ส่วนดอกทิวลิปยังเป็นดอกไม้เก่าแก่อีกชนิดหนึ่ง ที่ชาวเติร์กและชาวเปอร์เซียเคยปลูกมาแต่สมัยโบราณ โดยถูกนำมาสู่เนเธอร์แลนด์ในราวปี ค.ศ. 1593 การปลูกทิวลิปได้กลายเป็นอุตสาหกรรมหลักของชาวเนเธอร์แลนด์ และเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญมาจนปัจจุบัน





หมู่บ้านกังหันลม (zaan schan)


  หมู่บ้านกังหันลม (zaan schan) เนเธอร์แลนด์มีภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล โดยการปรับพื้นที่จากการสูบน้ำออก จึงมีการสร้างเขื่อน ทางระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำจำนวนมาก แต่เดิมนั้น ชาวดัตซ์ได้คิดค้นพัฒนากังหันลมแบบต่าง ๆ เพื่อใช้งานตามที่ต้องการทั้งกังหันลม เพื่อสูบน้ำ ใช้เพื่อสีข้าว ใช้โม่แป้ง หรือตัดซุง ตัดไม้ ตามความต้องการ จึงมีคำเรียกขานว่าเนเธอร์แลนด์นั้นเป็นดินแดนแห่งกังหันลมและถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ประจำประเทศแห่งนี้ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนซานส์ สคันส์จะได้พบกับความสวยงามอย่างลงตัวของหมู่บ้านที่สร้างขึ้นสไตล์บ้านไม้แบบฮอลแลนด์ สัมผัสบรรยากาศแบบชนบทที่สวยงาม ซึ่งประกอบไปด้วยแม่น้ำ ทุ่งหญ้า และการปศุสัตว์ เนเธอร์แลนด์ เป็นประเทศที่ได้ฉายา ว่า "ดินแดนแห่งกังหันลม" นั่นเอง


จัตุรัสแดม (Dam Square)


  จัตุรัสแดม (Dam Square) ถือคือที่ตั้งอนุสาวรีย์แห่งชาติเพื่อเป็นการระลึกถึงผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของสงครามโลกครั้งที่2 และยังเป็นศูนย์รวมห้างสรรพสินค้า (แหล่งช้อปปิ้ง) ชื่อดังรวมทั้งร้านค้า หลากหลาย ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอัมสเตอร์ดัม แห่งนี้ มีสินค้าและของที่ระลึกต่างๆ ให้เลือกซื้อเลือกมากมาย อาทิเช่น สินค้าพื้นเมือง สินค้าหัตถกรรม เพชรพลอย ดอกทิวลิป รองเท้าไม้ ซึ่งผลิตจาก ไม้พลับเพลา ที่ใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณเลย และอีกมากมายเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อติดไม้ติดมือกลับไป ถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งที่สามารถดึกดูดนักท่องเที่ยวให้กลับเยือนได้ไม่น้อยเลยที่เดียว

โรงงานรองเท้าไม้ (wood shoes factory)


  โรงงานผลิตรองเท้าไม้ (wood shoes factory) บ้านไม้โบราณที่ส่วนใหญ่เปิดเป็นร้านขายของที่ระลึก มีไม่กี่หลังที่ยังสาทิตการทำรองเท้าไม้อยู่ ซึ่งรองเท้าไม้นี้เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของฮอลแลนด์ ด้วยว่าในสมัยก่อนที่นี่เกิดน้ำท่วมบ่อย การใส่รองเท้าไม้จะช่วยในการป้องกันความชื้นได้ และในการทำกิจกรรมประจำวันต่างๆ ในสมัยก่อนจึงกลายเป็นที่นิยมของคนที่นี่ ส่วนปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมนัก นอกจากในช่วงเทศกาลต่างๆเท่านั้น แต่รองเท้าไม้ก็เปลี่ยนไปเป็นเป็นของที่ระลึกต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น พวงกุญแจ ที่ติดตู้เย็น หรือแม้แต่รองเท้าไม้อันเล็กๆ ที่ให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึก และถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของเนเธอร์แลนด์สามารถทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

เรดไรท์สตรีท (red light district)


เรดไรท์สตรีท (red light district) ซึ่งเป็นย่านที่ประกอบด้วยถนนหลายสายเชื่อมต่อกัน และเป็นย่านที่โสเภณีปรกอบอาชีพได้อย่างถูกกฎหมายของเนเธอร์แลนด์ จะมีการโชว์สิ้นค้าทางหน้าต่างร้านโดยเปิดไฟนีออนเอาไว้เมื่อปีที่แล้ว อัมสเตอร์ดัมเริ่มปิดบางส่วนของย่านโคมแดง โดยทางเมืองได้เข้าซื้ออาคารหลายแห่งซึ่งเคยใช้เป็นสถานบริการ โดยมีเจตนาที่จะปิดหน้าต่างโชว์สินค้าเหล่านี้  และซ่องจำนวนมากเกี่ยวข้องกับการต้มตุ๋น, การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมชนิดมีการจัดองค์กรต่างๆ โสเภณีหรือผู้หญิงอาชีพพิเศษในเมือง ไอโฮเวิร์น”ของเนเธอร์แลนด์ ได้รับการล่อใจด้วยการเสนอสิ่งที่เรียกว่า ไมล์ถนน หรือ "street miles"  ซึ่งเธอสามารถนำไปใช้ในการแลกเสื้อผ้าของดีไซเนอร์มาใส่ได้ฟรีๆ หรือแลกเฟอร์จิเนอร์มาแต่งห้องพัก พวกเธอจะได้คะแนนสะสม ต่อเมื่อมีพฤติกรรมที่ดี นั่นคือหากตอบรับข้อเสนอของทางสภาเมือง ที่จะยอมดำเนินการทีละขั้นตอน ไปสู้การเปลี่ยนอาชีพ และการมีวิถีชีวิตในรูปแบบที่ปลอดภัยกว่าเดิม  ภายใต้แผนการใหม่ที่ทางการต้องการให้พวกเธอเลิกอาชีพเก่าแก่ที่สุดของโลก


โรงงานเจียระไนเพชร (Diamond Factory)


  โรงงานเจียระไนเพชร(Diamond Factory) ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นงานฝีมือลือชื่อเนื่องด้วยเป็นศูนย์กลางการค้าเพชรที่สำคัญมายาวนาน พร้อมกันนั้นนักท่องเที่ยวยังจะได้มีโอกาสเลือกซื้อเพชรเม็ดงามในราคาเป็นกันเองจากโรงงานด้วย
  การเจียระไนสำหรับนักอัญมณีจะหมายถึง สัดส่วนของเพชร (proportions) นั่นก็คือ ความลึก (depth) ความกว้าง (width) รูปทรงของหน้าเจียระไน (facet) และความสมมาตร (symmetry) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่นักอัญมณีส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่าเป็นปัจจัยที่ส่ง ผลต่อความงามของเพชรมากที่สุด ด้วยเหตุที่ว่าเพชรจะไม่มีประกายแวววาวหากไม่ได้รับการเจียระไน แม้ว่าจะมีสีและความสะอาดที่ดีเยี่ยมก็ตาม
  การจัดระดับฝีมือการเจียระไน (Finish Grading) ว่ามีความชำานาญและระมัดระวังในการเจียระไนแค่ไหน เช่น ตรวจดูว่ามีเส้นรอยขัด รอยขีดข่วน รอยสึกกร่อนที่ก้นเพชร หรือ ขอบเพชรขรุขระ พร้อมกับตรวจดูว่าหน้าขัดมันมีรูปร่างดี มีการวางตัวถูกต้องและมีความสมดุลย์หรือไม่ เช่น เพชรบางเม็ดไม่กลมมีความเบี้ยวเล็กน้อย บางเม็ดมีหน้าขัดมันผิดรูปร่างไป การเจียระไนที่ดีจะช่วยส่งเสริมให้เพชรมีประกายแวววาวเมื่อกระทบกับแสง โดยลักษณะของแสง (Light performance) ที่ดีนั้น แสงทั้งหมดจะต้องถูกสะท้อนมายังผู้สวมใส่ ให้ความแวววาว (Brilliance) สูงสุด


ล่องเรือหลังคากระจก (Lover Boat)


  ล่องเรือหลังคากระจก (Lover Boat) เรือจะล่องไปตามลำคลองของเมือง พาชมบ้านเรือนแบบชาวดัชต์ที่สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 มีเอกลักษณ์พิเศษจะเป็นอาคารทรงแคบ ที่มีตะขออยู่ชั้นบนสุดของอาคาร เอาไว้สำหรับขนเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน ระหว่างล่องเรือผ่านบ้านเรือนแพที่อยู่ริมคลองที่มีอยู่มากถึง 2,500 หลัง แล้วไปชมเขตที่เก่าแก่ที่สุดของกรุงอัมสเตอดัม ชมตึกรามบ้านช่องที่ตั้งอยู่ริมคลองอันมีเอกลักษณ์ที่สวยงามแปลกตา ซึ่งบ้านริมคลองเหล่านี้จะมีส่วนหน้าบ้านไม่กว้างมากนัก และสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมสเปนผสมกับเรอเนสซองส์ ตัวตึกใช้อิฐแดงก่อแบบไม่ฉาบปูน ตกแต่งเป็นภาพปูนปั้นเทพเจ้ากรีกอย่างสวยงาม และหน้าจั่วมีไม้ยื่นออกมา เพื่อแขวนลอกไว้สำหรับขนสิ่งของเข้าบ้านทางหน้าต่าง เพราะหน้าบ้านแคบและประตูก็เล็ก และในลำคลองยังมีเรือนแพรที่เป็นที่อยู่อาศัยอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

"อิตาลี" สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไปเยี่ยมชม

อิตาลี เป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสน่ห์น่าสนใจแห่งหนึ่งของโลก..
เป็นดินแดนแห่งวัฒนธรรม กว่าศตวรรษที่กำเนิดและเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้..
เป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ในอดีตกาล ที่ครอบคลุมตลอดอาณานิคม
ดินแดนแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน...
โรม มิลาน เวนิส ฟลอเรนซ์ เช่นเดียวกับเมืองน้อยใหญ่อื่นๆที่สวยสดงดงาม
พร้อมทั้งประวัติ ศาสตร์ร่องรอยที่ฝังใจอันจะเห็นได้จากอนุสาวรีย์และธรรมชาติของเมืองนั้นๆ ...
คนทั่วทุกมุมโลกวันแล้ววันเล่า ต่างมาเยือนความสวยงามของอิตาลี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ฮันนีมูนหนุ่มสาวต่างปรารถนาที่จะมาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์..
ดินแดนในฝันแห่ง ความรักและโรมานซ์.


สนามกีฬาโคลอสเซียม มรดกโลก อิตาลี


โคลอสเซียม หรือโคลิเซียม (อังกฤษ: Colosseum,Coliseum หรือ Flavian Amphitheatre; อิตาลี: Colosseo - โคลอสโซ) เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสเปเซียนแห่งจักรวรรดิโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิไททัส ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือประมาณปี ค.ศ. 80 อัฒจันทร์เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทรายวัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน ใต้อัฒจรรย์ และใต้ดินมีห้องสำหรับขังนักโทษที่รอการประหารชีวิต และสิงโตหลายร้อยห้อง ใช้เป็นสถานที่ให้นักโทษ ต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร หากนักโทษผู้ใดเอาชนะ ฆ่าสิงโตได้ด้วยมือเปล่าได้ก็รอดชีวิตไป หรือไว้ใช้เป็นที่ประลองฝีมือในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาสให้ต่อสู้กันเอง ยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึงสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตาย ก็จะได้รับเกียรติอย่างสูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและยกย่องกันมากปีๆหนึ่งต้องสูญเสียชีวิตนัก โทษและทาสไม่ต่ำกว่าร้อยคน สนามกีฬาแห่งนี้มีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบัน
          ในวันที่ 7 ก.ค. 2550 โคลอสเซียมได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการลงคะแนนผ่านทางอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือจากทั่วโลก

เวนิส เมืองสุดโรแมนติกติดอันดับโลก


 เวนิส เป็นเมืองหลวงของแคว้นเวเนโต มีประชากร 271,663 คน (ข้อมูลวันที่ 1 มกราคม 2547) เมืองเวนิสได้รับฉายาว่า ราชินีแห่งทะเลอาเดรียตริก (Queen of the Adriatic), เมืองแห่งสายน้ำ (City of Water), เมืองแห่งสะพาน (City of Bridges), และ เมืองแห่งแสงสว่าง (The City of Light)
            เมืองเวนิสถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมเกาะเล็กๆ จำนวนมากเข้าด้วยกันในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียตริก ในภาคเหนือของประเทศอิตาลี ทะเลสาบน้ำเค็มนี้ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งระหว่างปากแม่น้ำโปกับแม่น้ำพลาวิ มีผู้อยู่อาศัยโดยประมาณ 272,000 คน ซึ่งนับรวมหมดทั้งเวนิส โดยมี 62,000 คนในบริเวณเมืองเก่า 176,000 คนในเทอร์ราเฟอร์มา (Terraferma) และ 31,000 คนในเกาะอื่นๆ ในทะเลสาบ
 เรือกอนโดลา (Gondola) เป็นเรือพายพื้นบ้านของชาวเวนิส ใช้เป็นพาหนะหลักของการเดินทางในเมืองเวนิส ประเทศอิตาลีมานานหลายร้อยปี และปัจจุบันได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเวนิส มีความเชื่อมาว่า ถ้าคู่รักได้จูบกัน เมื่อตอนระฆังปาไนล์ดังตอนเย็น  ขณะลอดข้ามสะพานถอนหายใจ ถือว่าคนนั้นจะรักกันยืนนาน

น้ำพุเทรวี่


 "น้ำพุเทรวี่" ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี เริ่มเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์เรื่อง "Three Coins in the Fountain" น้ำพุแห่งนี้นับเป็นน้ำพุที่สถาปัตยกรรมงดงามมาก ซึ่งเป็นผลงานของสถาปนิก ชื่อ Francesco Salvi ในช่วงศตวรรษที่ 17 น้ำพุเทรวี่นี้ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่สร้างความประทับให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกเลยทีเดียว   ส่วนกลางของน้ำพุ มีรูปปั้นของเทพเจ้าเนปจูน (Neptune) ขี่รถม้าติดปีก แสดงถึงความมีสุขภาพที่แข็งแรง และความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักร
      ตามธรรมเนียมแล้ว นักท่องเที่ยวที่มาชมน้ำพุเทรวี่แห่งนี้ ควรจะโยนเหรียญ 1 เหรียญลงไปในสระ โดยมีความเชื่อกันว่า หากโยนเหรียญลงไปแล้ว จะได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้งหนึ่ง

หอเอนเมืองปิซา


หอเอนแห่งเมืองปิซา ตั้งอยู่ที่เมืองปิซา ประเทศอิตาลี เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เป็นหอคอยหินอ่อนที่พิศดาร สูง 54 เมตร (181 ฟุต) มี 8 ชั้น แต่ละชั้นมีเสาหินอ่อนที่สลักลวดลายวิจิตรรองรับ ได้ลงมือสร้างเมื่อ พ.ศ. 1717 (ค.ศ. 1174) ไปเสร็จในปี พ.ศ. 1893 (ค.ศ. 1350) ใช้เวานานถึง 176 ปี ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใช้เวลาสร้างนานที่สุดในโลก ความน่ามหัศจรรย์อีกอย่าง คือ เมื่อเริ่มสร้างได้ 4-5 ชั้น หอนี้เริ่มเอียง แต่ไม่ถึงกับพังทลายลงมา เพราะแรงที่จุดศูนย์ถ่วง เมื่อลากดิ่งลงมาไม่ออกนอกฐานจึงไม่ล้มยังทรงตัวอยู่ได้ เมื่อสร้างเสร็จ ยอดของหอเอียงออกจากแนวดิ่งของฐานถึง 4 เมตร(14 ฟุต) และหอเอนนี้ช่วยให้กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ ชาวอิตาเลียน ผู้มีชื่อเสียงของโลก ได้ทดลองเรื่องอัตราเร็วของเทห์วัตถุที่ตกลงมาจากที่สูง 

มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์


 มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (Basilica of Saint Peter) รู้จักกันโดยชาวอิตาลีว่า Basilica di San Pietro in Vaticano หรือเรียกกันสั้นๆว่าเซนต์ปีเตอร์บาซิลิกา (Saint Peter's Basilica) มหาวิหารนี้เป็นมหาวิหารหนึ่งในสี่ของมหาวิหารหลักในกรุงโรม, ประเทศอิตาลี (อีกสามมหาวิหารคือ: มหาวิหารเซ็นต์จอห์นแลเตอร์รัน, มหาวิหารซานตามาเรียมายอเร และ มหาวิหารเซ็นต์พอลนอกกำแพง อยู่ในนครรัฐวาติกัน เป็นดินแดนที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม ประเทศอิตาลีเป็นที่ประทับของpope ซึ่งเป็นประมุขสูงสุดแห่งศาสนาคริสต์ นิกายRoman Catholic State of the Vatican City จัดว่าเป็นประเทศ ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ศูนย์กลางคือ มหาวิหาร St. Peter ที่ออกแบบโดยอัจฉริยะบุคคล Michelangelo
 มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในนครรัฐวาติกันสร้างทับวิหารเดิมที่ชื่อเดียวกัน โดมของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์สูงโดดเด่นสามารถเห็นได้แต่ไกลในตัวเมืองโรม วัดนี้ตั้งอยู่ในเนื้อที่ประมาณ 2.3 เฮกตาร์ สามารถจุคนได้กว่า 60,000 คน เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดที่หนึ่งของคริสตชนนิกายโรมันคาทอลิก ที่ตั้งวัดเชื่อกันว่าเป็นที่ฝังร่างของ นักบุญปีเตอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาวกสิบสององค์ของพระเยซู ภายในมีรูปสลักปิเอตา (Pietà) ซึ่งเป็นผลงานของไมเคิลแองเจโล เป็นรูปสลักหินอ่อนพระแม่มาเรียประทับบนแท่นหิน ขณะที่รองรับพระศพของพระบุตรไว้ในท่าพาดบนตักหลังจากที่ถูกนำลงจากไม้กางเขน

วิหารพาร์เธนอน


วิหารพาร์เธนอน (Parthenon) คือวิหารโบราณบนเนินอะโครโพลิสในกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ สร้างเพื่อเป็นศาสนสถานบูชาเทพีเอเธนา หรือเทพีแห่งปัญญา ความรอบรู้ ในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์ศักราช เป็นสิ่งก่อสร้าง สถาปัตยกรรม กรีกโบราณ ที่มีชื่อเสียงที่สุด แสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาด ของสถาปนิก ในสมัยนั้น และ ถือได้ว่า เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดกว้าง 101.4 ฟุต หรือ 30.9 เมตร และ ยาว 228.0 ฟุต หรือ 69.5 เมตร คำว่า พาร์เธนอน นั้นน่าจะมาจาก ประติมากรรม ที่เคยตั้งอยู่ภายในวิหาร คือ Athena Parthenos ซึ่งมีความหมายว่า เทพีอันบริสุทธิ์ ซากที่ยังเหลือให้เห็น ก็คือ โครงสร้างที่ค้ำด้วย เสาหินอ่อน สีอมชมพู และหน้าบันบางส่วน ส่วนภายในเคยมี ประติมากรรม เทพีอาธีนา ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ วิหารนี้ใช้เป็นที่บวงสรวง เทพีอาธีนา ต่อมาใช้เป็น โบสถ์ของชาว คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น โบสถ์คาทอลิก จนกระทั่งในยุคที่ ชาวเติร์ก ครองเมืองถูกดัดแปลงมาเป็น มัสยิด และในที่สุด ก็ถูกใช้เป็นที่เก็บดินปืน ในสงครามระหว่างเติร์ก กับ เวเนเชี่ยน (Venetian) ทำให้ถูกระเบิดเสียหายไปบางส่วน และ วิหารพาร์เธนอน มาทรุดโทรมอย่างหนัก เมื่อคราวสงคราม กอบกู้อิสรภาพของกรีก จาก เติร์ก

ปอมเปอี โศกนาฏกรรมแห่งเมืองภูเขาไฟ


"ปอมเปอี-Pompei" เป็นเมืองเก่าสมัยกลาง ตั้งอยู่บริเวณภาคใต้ของคาบสมุทรอิตาลี ริมอ่าวเนเปิล เมืองนี้เป็นชุมชนขึ้นมาก่อนคริสต์ศักราช โดยอยู่ใต้ อิทธิพลของกรีก ต่อมาราว 80 ปีก่อนคริสตกาลกลายเป็นเมืองตากอากาศฤดูร้อนของชาวโรมันหลังตกเป็นอาณานิคมของอาณาจักรโรมัน กระทั่งค.ศ.63 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง เมืองรุ่งเรืองสมบูรณ์แบบกลายเป็นซากปรักหักพังทันที
             มีบันทึกถึงภัยพิบัติครั้งนั้นว่าเกิดขึ้นเพราะบริเวณที่ตั้งของเมืองเป็นจุดเดียวกับที่ตั้งของภูเขาไฟใต้น้ำชื่อซอมมา นักโบราณคดีเชื่อว่าซอมมาระเบิดครั้งแรกเมื่อ 10,000 ปีที่แล้ว ขณะนั้นบริเวณดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวเนเปิล นอกจากแผ่นดินไหวในค.ศ.63 แล้ว บริเวณนี้ยังเกิดแผ่นดินไหวอีกหลายครั้งตลอดเวลาที่ภูเขาไฟระอุอยู่
             แล้วก็ถึงครั้งสาหัส เหตุเกิดวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.79 ภูเขาไฟวิซูเวียสระเบิด ลาวาร้อนไฟลุกทะลักโถมกลบพื้นที่เป็นบริเวณกว้างไกล เมืองปอมเปอี เฮอร์คูลาเนียม และสตาบิเอ หายไป ผู้รอดชีวิตจากลาวามหาประลัยบันทึกเหตุการณ์ผ่านจดหมาย แล้วก็กลายเป็นจดหมายเหตุประวัติศาสตร์ได้ข้อมูลว่าเมืองปอมเปอียามนั้นมีประชากรประมาณ 20,000 คน ถูกหินไฟเหลวกลบสิ้นชีวิต 2,000 คน.
             กว่า 1,500 ปีต่อมามีการขุดซากเมืองและบูรณะเป็นระยะๆ นับจากค.ศ.1748 ตราบจนปี 1860 การขุดสำรวจเริ่มเป็นไปตามหลักวิชาการมากขึ้นด้วยเทคนิคยุคใหม่ทำให้ชาวโลกในปัจจุบันได้มีความรู้ ข้อมูลที่มีค่ายิ่งเกี่ยวกับชีวิตชาวโรมันในศตวรรษที่ 1
             เมื่อขุดผืนดินที่ทับถมออกหมดสิ้นก็ได้พบซากเมืองใหญ่โต สร้างด้วยหินแข็งแรง ได้เห็นผังเมือง และภายในกำแพงที่โอบล้อมตัวเมือง มีถนนหนทาง ใจกลางเมืองมีจัตุรัส วิหาร อนุสรณ์สถาน สำนักงานราชการ ตลาด ร้านค้า โรงละคร สนามกีฬา บ้านเรือน และโรงอาบน้ำสาธารณะ รวมทั้งรูปปั้นและสิ่งของ เครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่งจำนวนมากมาย เป็นสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์โบราณคดีที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแน่ชัดที่สุดเกี่ยวกับโรมันยุคนั้น
             หลายจุดน่าสลด พบซากชาวปอมเปเอียนและสัตว์เลี้ยงแข็งเป็นหินคงสภาพเกือบทุกประการ รวมถึงความหวาดกลัวต่อความตายที่ยังตราติดอยู่บนดวงหน้า บางซากนั่งเอามือปิดหน้า บางซากซบอยู่กับกำแพง ปอมเปอีจึงได้อีกชื่อว่า "ซากเมืองแห่งความตาย"

สุดสยอง !!! สถานที่ท่องเที่ยว ทัวร์สุสาน มัมมี่ อิตาลี


 Capuchin catacombs of Palermo คือ สุสานใต้ดิน ในเมืองพาเลอร์โม ( Palermo ) บนเกาะซิซิลี ( Sicily ) ทางเหนือ ของ ประเทศอิตาลี ( Italy ) ในช่วงปี 1534 เหล่าพระคาปูชิน ที่อยู่ในวัดที่ พาเลอร์โม เมื่อมรณภาพจะใช้การฝังในถ้ำ เมื่อเวลาผ่านไปถ้ำดังกล่าวเกิดเต็มจนไม่สามารถใช้ฝังพระได้อีกต่อไป ทำให้ในปี ค.ศ. 1599 จึงเริ่มีการขุดอุโมงค์ใต้อารามเพื่อดัดแปลงเป็นที่ฝังศพแทนถ้ำที่เต็มหลังขุดเสร็จ หลวงพ่อ Silvestro of Gubbio เป็นพระรูปแรกที่ถูกฝังที่สุสานนี้ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของ 1 ใน สถานที่ท่องเที่ยว สุดสยอง ที่ได้รับความนิยมที่สุดใน ประเทศอิตาลี่
ในช่วงแรกในการสร้าง สุสานใต้ดิน คาปูชิน แห่ง พาเลอร์โม นั้นต้องการเป็นที่เก็บศพของพระ เท่านั้น เวลาผ่านไปเป็นร้อยๆปี จนกระทั้งในปี 1871 หลวงพ่อ ลิคคาร์โด เป็นพระ รูปสุดท้ายที่ถูกนำศพมาเก็บไว้ที่สุสานแห่งนี้ แต่คนชั้นสูง หรือผู้ร่ำรวยที่จะต้องการรักษาศพของตน ไว้ในสุสานแห่งนี้ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้ทางวัดเป็นรายปีเพื่อการฝังศพไว้ในสุสานนี้ เรือยๆมาจนกระทั้งศพสุดท้ายที่นำเข้ามเก็บทีนี้ในช่วงปี 1920 ซึ่งเวลานั้นรวมทั้งหมดมีศพ ฝังอยู่กว่า 8,000 ศพ และหนึ่งในศพท้ายที่นำเข้าฝังไว้ที่สุสานนี้ คือศพของ Rosalia Lombardo และเธอถือเป็น จุดดึงดูด นักท่องเที่ยว ที่สำคัญที่สุดสำหรับ สุสานใต้ดิน คาปูชิน แห่ง พาเลอร์โม
ข้อควรระวังในการไปอิตาลี
      ♦ การท่องเที่ยวในอิตาลีไม่ควรใส่เครื่องประดับที่เป็นของมีค่าและแต่งตัวดึงดูดความสนใจ การถูกล้วงกระเป๋า และถูกโจรกรรมเกิดขึ้นได้ทุกที่โดยเฉพาะที่มีคนเบียดเสียดหนาแน่น เช่น บริเวณสถานีรถไฟ สนามบิน รถเมล์ รถไฟใต้ดิน และแม้แต่ในโรงแรมที่ท่านพำนัก       ♦ ขณะที่ท่านรับประทานอาหาร หากไม่ระมัดระวังกระเป๋าถือและของมีค่า ท่านอาจจะถูกฉกกระเป๋าและสิ่งของของท่านไปได้โดยง่าย
      ♦ การซื้อของควรนับเงินทอนให้ครบต่อหน้าผู้ขาย การใช้บัตรเครดิต ควรให้ผู้ขายรูดบัตรต่อหน้าท่าน
      ♦ ควรระวังคนมาตีสนิท และตำรวจปลอมขอตรวจบัตร





วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สาธารณรัฐโครเอเชีย

ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง อยู่ระหว่างยุโรปกลางและเมดิเตอร์เรเนียน บริเวณริมฝั่งตะวันออกของทะเลเอเดรียติก
พื้นที่ ๕๖,๕๔๒ ตารางกิโลเมตร
เมืองหลวง กรุงซาเกร็บ (Zagreb)
ประชากร ๔.๔ ล้านคน ประกอบด้วยชาวโครอัท (๘๙.๖%) ชาวเซิร์บ (๔.๕๔%) และอื่นๆ ได้แก่ ชาวบอสเนีย ฮังกาเรียน สโลวีน เช็ก (๕.๙%)
ภูมิอากาศ แบบเมดิเตอร์เรเนียนแถบชายฝั่งทะเลเอเดรียติกและ
ภูมิอากาศแบบเทือกเขาบริเวณตอนกลางของประเทศอุณหภูมิโดยเฉลี่ย ๑๔-๒๗ องศาเซลเซียส
ภาษา โครเอเชียนเป็นภาษาราชการ ภาษาอื่นๆ ที่ใช้พูดกันโดยชนกลุ่มน้อยได้แก่ เซอร์เบียน ฮังกาเรียน อิตาเลียน เยอรมัน อังกฤษ
ศาสนา โรมันคาทอลิก ๘๕.๘% ออโธด็อกซ์ ๓.๒% มุสลิม ๑๑%
หน่วยเงินตรา คูน่า (Kuna) อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ ๔.๖๖ คูน่า เท่ากับประมาณ ๑ ดอลลาร์สหรัฐ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ๕๐.๑ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (๒๕๕๐)
รายได้ประชาชาติต่อหัว ๑๑,๒๗๑ ดอลลาร์สหรัฐ (๒๕๕๐)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ ๕.๖ (๒๕๕๐)
ระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีสภาเดียว เรียกว่า Sabor มีสมาชิก ๑๕๒ คน ประธานาธิบดี เป็นประมุข โดยมาจาก การเลือกตั้งโดยตรง และเป็นผู้แต่งตั้ง คณะรัฐบาล มีวาระ ๕ ปี ปัจจุบัน คือ
นาย Stjepan Mesic ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ (ได้รับการเลือกตั้งเป็น ประธานาธิบดีสมัยที่ ๒ เมื่อเดือน มกราคม ๒๕๔๘)
รัฐบาลปัจจุบัน เป็นรัฐบาลผสมเสียงข้างมาก ระหว่างพรรค Croatia Democratic Union และพรรค Democratic Centre มี ๙๑ เสียง จากทั้งหมด ๑๕๒ เสียง

เมืองและสถานที่ท่องเที่ยวในโครเอเชีย
ซาเกร็บ (Zagreb)  ซาเกร็บ (Zagreb) เป็นเมืองหลวงของประเทศโครเอเชีย ในปี พ.ศ. 2548 เมืองนี้มีจำนวนประชากร 973,667 คน  ในบริเวณระหว่างเนินทางใต้ของภูเขาเมดเวดนีตซา (Medvednica) กับฝั่งเหนือของแม่น้ำซาวา (Sava) มีความสูของพื้นที่ 120 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมของเมืองนี้คือ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของที่ราบแพนโนเนีย ซึ่งเชื่อมโยงไปยังบริเวณเทือกเขาแอลป์ เทือกเขาไดนาริกแอลป์ ทะเลเอเดรียติก และภูมิภาคแพนโนเนีย โดยตัวเมืองนั้นตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำซาวา (Sava) และบริเวณไหล่เขาเมดเวดนีตซา (Medvednica) ทำให้สามารถติดต่อและคมนาคมขนส่งกับภูมิภาคยุโรปกลางกับทะเลเอเดรียติกได้อย่างดี
สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ในซาเกร็บ



มหาวิหารเซนต์สตีเฟน (St. Stephen's Cathedral) ซึ่งมียอดแหลมทรงกรวยคู่บนยอดวิหารตกแต่งอย่างงดงาม สามารถเห็นได้จากทุกมุมในซาเกรบ แต่เดิมเป็นโบสถ์ธรรมดาแต่เพิ่มสำคัญในปี ค.ศ. 1094 เมื่อกษัตริย์ ลาดีสลาอุส (King Ladislaus) ได้ให้พระราชาคณะย้ายที่พำนักจากสีสัก (Sisak) มายังซาเกรบ แต่ก็ถูกกองทัพมองโกลทำลายในปี ค.ศ. 1242 เมื่อมองโกล จากไป โบสถ์นี้ก็ได้รับการซ่อมแซมใหม่ และ ขยับขยาย ในอีกหลายครั้งต่อมา รูปร่างมหาวิหารที่งดงามในรูปแบบนิโอ กอธิคที่เห็นในปัจจุบัน เป็นการก่อสร้างในปี ค.ศ. 1880  ซึ่งถือว่าเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโครเอเชีย และยังเป็นศูนย์กลางของคริสต์จักรในประเทศโครเอเชียอีกด้วย





โรงละครแห่งชาติโครเอเชีย
 โดยโรงละครแห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าของเมืองซาเกร็บ โดยสร้างขึ้นในปี 1895 โดยรูปแบบของอาคารนั้นสร้างขึ้นในสไตล์นีโอบาร็อค มีลักษณะเป็นรูปตัว U และรายรอบไปด้วยสวนสาธารณะจนได้รับสมญานามว่า “The Green Horse shoe”




มหาวิหารเซนต์มาร์คซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองเก่าซาเกรบ สร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 13 หลังคามุงด้วยกระเบื้องสีต่างๆ 
ซึ่งเป็นรูปตราสัญลักษณ์ของซาเกรบ โครเอเชีย สโลเวเนีย และ ดาลมาเชีย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ในประเทศเดียวกัน (ยูโกสลาเวีย), ผ่านอาคารรัฐสภา และผ่านห้องแสดงงานศิลปะ  แมชโทรวิช ซึ่งเป็นช่างปั้นมือหนึ่งของศตวรรษที่ 20


วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

ชนพื้นเมือง ชาวอินเดียนแดง

ดินแดนแผ่นดินอเมริกาที่ชาวโลกรู้กันว่า “โคลัมบัส” เป็นผู้ค้นพบ (จนมีวันโคลัมบัส Columbus Day-จันทร์ที่สองของเดือนตุลาคม Second Monday of October) นั้น จริงๆ แล้วมีคนพื้นเมืองอาศัยอยู่มาก่อน (ก่อนจะถูกคนขาวรุกราน)
คนพื้นเมืองที่ถูกเรียกว่า Red Indian – อินเดียนแดง (เพราะคนค้นพบนึกว่าเดินทางมาถึงประเทศอินเดีย เห็นคนผิวแดงคล้ำเลยเรียกตามนั้น) แต่ที่จะให้ถูกต้องนั้น ควรจะเรียกเจ้าของดินแดน ว่า Native American หรือชนพื้นเมืองค่ะ
แต่ถ้าจะให้ดีและให้เกียรติพวกเขา ก็คงต้องเรียกตามชื่อเผ่าสายพันธุ์ที่แท้จริงของพวกเขา เหมือนยังกับ “ชาวเขา” บ้านเรา ก็ควรจะเรียกว่าเขาเป็นม้ง เป็นกะเหรี่ยง เป็นตองเหลือง มากกว่าเป็นชนกลุ่มน้อย หรือชาวเขา – ที่ฟังแล้วรู้สึกไม่ใช่ “ชาวเรา”
แต่การเรียกให้ถูกชื่อของเผ่าพันธุ์คนพื้นเมืองที่นี่นั้น ก็ยากมากสำหรับคนทั่วไป เพราะเผ่าอินเดียนแดงนั้นมีหลายร้อยเกือบพันเผ่าค่ะ ที่ดังๆ พอเคยได้ยินชื่อก็เช่น Navajo – นาวาโฮ ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดขณะนี้ Apache – อาแพทเช่ ซึ่ง “แป” เคยมีเพื่อนร่วมหอมาจากเผ่านี้คะ หรือCherokee – เชอโรคี เผ่าที่ให้ภาพลักษณ์นักรบกับ “แป”
แม้โครงหน้าของคนพื้นเมืองอเมริกาจะคล้ายกัน ละม้ายคล้ายคนเอเชียน แต่หน้ากว้างและกร้านกว่า ผิวคล้ำออกดำแดง ผมยาวดำสวย แม้แต่ผู้ชายไว้ผมยาวก็ยังเท่ได้ ตัวสูงและแน่นกว่าคนเอเชียน แต่ทว่า แต่ละเผ่าแต่ละกลุ่มก็มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไป มีขนบธรรมเนียม ประเพณี การแต่งตัว และภาษาพูดที่เป็นเอกลักษณ์ ขนาดต้องใช้เวลาศึกษากันทั้งชีวิตเชียวค่ะ
คนพื้นเมืองชาวอินเดียนแดงเคยถูกขับไล่จากแดนที่เขาอยู่ โดนไล่ต้อนมาทางฝั่งตะวันตกซึ่งกันดาร ถูกขังในเขตกักกันที่เรียกว่า Reservation (คำว่า reservation มีอีกความหมายที่ใช้กันทั่วไป แปลว่า จองล่วงหน้า เลยมีปัญหาเชาว์ถามว่า ทำไมคนพื้นเมืองอินเดียนแดงมาถึงและอยู่อเมริกาก่อนคนอื่นๆ ก็เพราะพวกเขา have a reservation นะสิ ..เล่าให้หายเครียดลงนิดนะคะ)
ภายหลังรัฐจึงประกาศให้เป็นที่ดินของเผ่านั้นๆ แต่คนพื้นเมืองนั้นแสลงหูกับคำว่า reservation นี้มาก ตอกย้ำถึงความปวดร้าวและขมขื่น จึงมักจะเรียกดินแดนของตนว่า Nation เช่น ของเผ่านาวาโฮ ก็เรียกว่า Navajo Nation คะ มีกฎหมายและการปกครองเป็นของตนเอง ไม่ขึ้นกับรัฐบาล ดังนั้นหลายแห่งจึงสร้าง ” บ่อน- Casino” เพราะกฎหมายกลางที่ห้ามสร้างแหล่งการพนัน เข้าไม่ถึงนะคะ
คนพื้นเมืองเจ้าของประเทศยังน่าสงสาร ไม่ต่างกับเมื่อตอนถูกไล่ล่าฆ่าตายจากคนมาใหม่ ทุกวันนี้รายได้เฉลี่ยก็น้อยกว่าคนเชื้อชาติอื่นๆ หรือแม้แต่ผู้อพยพมาจากต่างแดน เช่น ชาวอเมริกาใต้ หรือชาวเอเชียน การศึกษาก็ไม่สูงนัก จำนวนคนจบปริญญาเอกนับได้ครบไม่ยากเลย การรักษาพยาบาลก็ไม่เจริญ หมอเก่งๆ ก็ไม่อยากเข้าไปอยู่ใน reservation งบประมาณจากรัฐที่เจียดให้เพื่อพัฒนาก็ (ลือกันว่า) น้อยกว่าที่ให้นักโทษในคุกเสียอีก
วรรณกรรมงานเขียนหลายเล่มหลายเรื่องเกี่ยวกับคนพื้นเมือง จึงสะท้อนถึงความพ่ายแพ้เป็นเบี้ยล่าง ต่อความโลภของคนในสมัยก่อน ต่อความเจริญทางวัตถุและความไม่เท่าเทียมกันในสมัยนี้ เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่ “แป” ชอบ This is what it means to say Phoenix, AZ มีวลีที่ว่า “คนพื้นเมืองมีสิ่งที่มีร่วมและแบ่งปันกัน คือ ความฝันที่แตกสลายกับขวดเหล้า broken dreams and bottles”
แม้ชีวิตจะร้าวรานในอดีต และอนาคตก็ดูจะไม่สว่างไสวเท่าไรนัก แต่คนพื้นเมืองที่นี่ก็ใช้ชีวิตอย่าง (พยายามให้) มีความสุขได้ค่ะ ความเป็นศิลปินในสายเลือด ทำให้พวกเขาสร้างสรรค์งานศิลปะ เช่น พรมทอมือจากขนแกะของเผ่านาวาโฮ (Navajo area rug) ตุ๊กตาไม้แกะสลักของเผ่าโฮปิ (Hopi doll) รวมไปถึง หม้อปั้นดินเผา ตะกร้าสาน เครื่องประดับหินเทอคอล ของคนเผ่าต่างๆ ก็ทำได้อย่างสวยงาม ควรคู่เป็นสมบัติโลก เป็นของสะสมของเศรษฐีทุกประเทศ
ข้อคิดชีวิตและคำสุภาษิตต่างๆ ของชนกลุ่มนี้ ก็สอนให้คนทั่วไปได้มอง “ธรรมชาติรอบตัว” และมอง “ชีวิตรอบตน” ในอีกมุมหนึ่งที่เราอาจไม่เคยคิดมาก่อน อย่างเช่นภาพยนตร์เรื่องพอคาฮอนธัส (Pocahontas) ที่ตัวเอกเป็นสาวชาวพื้นเมือง ก็ปลุกกระแสให้เด็กๆ รักและใส่ใจกับธรรมชาติรอบตัว
ไม่ว่าชีวิตจะเป็นเช่นไร พวกเขาก็แสดงให้เห็นแล้วว่า คติที่เขายึดถือเสมอมานั้นใช้ได้กับทุกสถานการณ์ “Every Struggle Whether Won or Lost, Strengthened Us for the Next to Come” 
การต่อสู้ ไมว่าแพ้หรือชนะ ก็ทำให้เราเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิมเสมอ

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

การค้าต่างประเทศของฝรั่งเศส

 ในอดีตประเทศฝรั่งเศสขาดดุลการค้ามาโดยตลอดจนถึงปี พ.ศ. 2525 ซึ่งได้มีการปรับโครงสร้างใหม่ เช่น การไม่รวมอัตรารายได้กับดัชนีเงินเฟ้อ และการปรับความสามารถในการแข่งขันส่งผลให้สภาวะการค้าของประเทศฝรั่งเศสดีขึ้น และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา ประเทศฝรั่งเศสก็ได้เปรียบดุลการค้าติดต่อกันเรื่อยมา โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ฝรั่งเศสได้เปรียบดุลการค้า คือ ราคาพลังงานที่ฝรั่งเศสต้องนำเข้าได้ลดลง ประเทศฝรั่งเศสทำการค้ากับสหภาพยุโรปเป็นสำคัญโดยร้อยละ 60 ของการส่งออกของฝรั่งเศสส่งไปยังตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งเดิมถือว่าเป็นจุดอ่อนของประเทศฝรั่งเศส แต่สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันได้กลายเป็นข้อได้เปรียบ และการส่งออกสินค้ามูลค่าสูงเช่น เครื่องบินแอร์บัส และอุปกรณ์การบิน ดาวเทียม อุปกรณ์ด้านการทหาร และรถไฟความเร็วสูง (TGV) ได้ขยายตัวอย่างมากโดยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 20 ของการส่งออกของประเทศฝรั่งเศสทั้งหมด

    แนวโน้มสภาวะเศรษฐกิจในอนาคต คาดว่าประเทศฝรั่งเศสจะได้เปรียบดุลการค้าลดลง เนื่องจากการถดถอยของอุปสงค์โลก ซึ่งเป็นผลกระทบจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ในปี พ.ศ. 2541 และการถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ภายหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายในสหรัฐอเมริกาและสงครามในอิรัก

วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การเมืองของฝรั่งเศส


 สาธารณรัฐฝรั่งเศสปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แบบสาธารณรัฐเดี่ยวกึ่งประธานาธิบดี รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2501 โดยผ่านการลงประชามติ สาระสำคัญในรัฐธรรมนูญนั้นคือการเพิ่มอำนาจประธานาธิบดี อำนาจฝ่ายบริหารนั้นถูกแบ่งออกและมีหัวหน้า 2 คน ซึ่งก็คือประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ ผ่านการเลือกตั้งโดยตรงแบบสากล มีวาระ 5 ปี (เดิม 7 ปี) มีตำแหน่งประมุขแห่งรัฐอีกด้วย และนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรัฐบาล ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี
      รัฐสภาฝรั่งเศสนั้นแบ่งออกเป็น 2 สภาได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร (Assemblée Nationale) และ วุฒิสภา (Sénat) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนในเขตเลือกตั้ง มาจากการเลือกตั้งโดยตรง มีวาระ 5 ปี สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจในการอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีและเสียงข้างมากในสภาสามารถกำหนดการตัดสินใจของรัฐบาลอีกด้วย สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกของคณะผู้เลือกตั้ง มีวาระ 6 ปี (เดิม 9 ปี)



วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Fête de la musique

Every year on the 21st of June, Paris explodes with a wide range of music events and festivities that are all part of La Fête de la Musique, a citywide homage to World Music Day.
Founded in 1982 by France’s then Minister of Culture – who was inspired by an original concept developed by American musician Joel Cohen in the 70s – La Fête de la Musique has since spread to cities all over the globe, and remains an incredible chance to see free concerts all over the City of Light.
Finding a place to catch a Fête de la Musique show isn’t difficult, as pretty much every neighborhood in Paris takes part in the event, with hundreds of bars, cafés, restaurants, and traditional live music venues hosting bands that perform in practically any style imaginable.
Even the streets get busy with performers at La Fête de la Musique, and many locations stay bustling well into dawn as thousands of people gather to take part in the fun.
Museums, train stations, castles, parks, and even prisons are known to host a Fête de la Musique concert, so your best bet is to check the latest calendar to see who is playing where. Organizers usually post an up-to-date program up to a month in advance.
Better yet, just venture out completely blind and eventually stumble in to the best band you never knew existed! And there are always a lot of impromptu performances happening that are not on the calendar as well.
Just keep in mind that, with so much going on all over Paris, you can expect the metro to be packed – even more than it normally is – on June 21st.