วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

Les 5 différences entre Tom et Nino

Tom et Nino sont très différents :
Tom est blond et Nino est brun, Tom a les yeux bleus et Nino a les yeux marron, Tom porte un t-shirt rouge et Nino porte un t-shrit noir, Tom a des baskets blanc et Nino a des baskets vert, Tom n'a pas de une casquette et Nino a une casquette rouge.

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

โรคบูลิเมีย อนอเร็กเซีย Bulimia Anorexia

บูลิเมีย เป็นโรคในกลุ่มของอาการผิดปกติในการกิน (Eating Disoder) ส่วนใหญ่พบในหญิงสาวช่วงวัยรุ่น อายุตั้งแต่ 14-15 ไปจนถึง 30 ปี ประวัติศาสตร์การแพทย์มีการค้นพบโรคนี้ครั้งแรก ในกลุ่มของนักบัลเล่ต์ เมื่อคริสตศตวรรษที่ 15 แต่ปัจจุบันโรคนี้แพร่หลายในกลุ่มผู้หญิงรักสวยรักงาม ในสังคมที่มีความเป็นอยู่แบบตะวันตก ส่วนคนไข้รายแรกๆ ในเมืองไทยเป็นกลุ่มของหญิงสาวที่มีอาชีพนางแบบ ดารา เพราะต้องใช้รูปร่างเพื่อพรีเซนต์เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย  

          สาเหตุหลักของ บูลิเมีย เกิดจากค่านิยมเรื่องความอ้วนผอมเป็นสำคัญ แต่มีการศึกษาพบว่ายังมีสาเหตุร่วมอื่นๆ อีก เช่น ผลจากกรรมพันธุ์ มีการศึกษาพบว่าแม่ที่เป็นบูลิเมียมีโอกาสถ่ายทอดไปถึงลูกสาวได้ และระดับของสารเคมีในเซลล์สมอง พบว่าผู้ป่วยที่มีระดับของฮอร์โมนซีโรโทนินในสมองต่ำกว่าคนปกติ อาจทำให้สูญเสียประสิทธิภาพควบคุมการกินอาหาร

          ผู้ป่วยบูลิเมีย มักอยากกินอาหารในทันทีแบบที่บังคับตัวเองไม่ได้ ทำให้กินมากเกินไป แล้วจึงกินยาถ่ายหรือล้วงคอให้อาเจียนเพราะกลัวอ้วน ก่อให้เกิดอันตรายทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น ความดันโลหิตต่ำ ประจำเดือนไม่มา เครียดกังวล ซึมเศร้า อีกทั้งการใช้ยาระบายและทำให้อาเจียนเป็นประจำ ทำให้เกิดความผิดปกติกับไต กระเพาะปัสสาวะ อาการขาดน้ำและปัญหาการไหลเวียนของเลือด แต่ผู้มีความผิดปกติในการกินมักไม่ยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา ไม่สนใจอาการที่เกิดขึ้นและมักพยายามหาทางปิดบังผู้อื่นเกี่ยวกับความผิดปกติของตน การรักษาด้วยตัวเองจึงไม่ได้ผล ต้องอาศัยบุคคลใกล้ชิดช่วยดูแลและสร้างแรงจูงใจ

          ส่วน อนอเร็กเซีย หรือ อนอเร็กเซีย เนอโวซ่า (Anorexia Nervosa) เป็นโรคของความผิดปกติในการกินเช่นเดียวกัน ผู้ป่วยจะมีปัญหาทางด้านจิตใจ มักรู้สึกว่าหากควบคุมการกินอาหารของตัวเองได้ ก็จะสามารถควบคุมชีวิตของตัวเองได้ ทำให้ร่างกายผ่ายผอมมากเนื่องจากพยายามลดอาหารและออกกำลังมากเกินไป มักเกิดในวัยรุ่นผู้หญิงอีกเช่นกัน อาการที่เด่นชัดคือพยายามอดอาหารหรือกินให้น้อยที่สุด เพราะรู้สึกมีปมด้อย ไม่พึงพอใจเรื่องรูปร่างของตนเอง   

          อาการของโรคในช่วงแรก คือ เด็กผู้หญิงมักประจำเดือนขาด ชอบชั่งน้ำหนักตัวบ่อยๆ วิตกกังวลเรื่องน้ำหนักตัวเกินเหตุ เลือกกินมากขึ้น ชอบคะยั้นคะยอให้คนอื่นกินแทน น้ำหนักตัวลดลงอย่างฮวบฮาบ และหมกมุ่นอยู่กับการออกกำลังกายให้มากที่สุดแต่กินให้น้อยที่สุด บางรายพยายามล้วงคออาเจียนเอาอาหารที่กินเข้าไปออกมา บังคับตัวเองให้อดอาหารน้ำหนักลดลงมาเรื่อยๆ จนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ระบบต่างๆ ในร่างกายแปรปรวน การเจริญเติบโตชะงักงัน ภาวะการเจริญพันธุ์ลดลง และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Avocado


อะโวคาโด (Avocado) ฟังชื่อก็รู้ว่าไม่ใช่ผลไม้ในบ้านเรา อะโวคาโดเป็นผลไม้ของทางอเมริกาใต้ มีด้วยกันหลายพันธุ์เช่น Bacon Avocado, Fuerte Avocado เป็นต้น มีมาจากรัฐแคลิฟอร์เนีย รัฐฟลอริดา ผลไม้ชนิดนี้เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในบ้านเรา เพราะเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีการนำเข้ามาขายในซูเปอร์มาเก็ตทั่วไป ปัจจุบันนี้เราสามารถปลูกได้ เพียงแต่เนื้อไม่นุ่มเนียนเหมือนอะโวคาโดนำเข้า แต่ผลจะใหญ่กว่า และราคาถูกกว่าเล็กน้อย
เมื่อนำมาวิเคราะห์คุณค่าทางอาหารเมื่อเทียบกับผลไม้อื่นพบว่า อะโวคาโดมีคุณค่าทางอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าผลไม้ชนิดอื่น จึงถือว่าเป็น "ผลไม้เพื่อสุขภาพ" เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกาย อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว โอเมก้า-9 ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นไขมันที่ย่อยง่ายมีคาร์โบไฮเดรตต่ำ ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถทานผลไม้ชนิดนี้ได้ และยังมีสารกลูตาไธโอน (Glutathione) ที่มีคุณสมบัติเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง มีหน้าที่ปกป้องเนื้อเยื่อของอวัยวะทุกส่วนโดยการต่อต้านอนุมูลอิสระที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ และกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย
นอกจากนี้ยังมีวิตามินอี ที่ช่วยบำรุงผิวและเส้นผมมีโฟลาซินและวิตามินเค ช่วยในการแข็งตัวของเลือด มีกรดอินทรีย์ชนิดต่างๆ เช่น กรดมาลิก กรดซิตริก กรดออกซาลิก แร่ธาตุชนิดต่างๆ เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม เหล็ก สังกะสี รวมทั้งวิตามินชนิดต่างๆ เช่น ไทอะมิน ไรโบฟลาวิน และวิตามินบี6 ไม่มีคอเลสเตอรอล มีโปรตีนสูง และมีวิตามินสูง โดยเฉพาะวิตามินอี วีตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี มีใยอาหารสูง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อระบบขับถ่ายอีกด้วย
รู้ไหมว่าการจะรักษาให้ผิวขาวตลอดเวลาได้นั้น นอกจากการครีมกันแดดแล้ว ยังสามารถทำได้โดยการบำรุงจากภายใน ด้วยสารกลูตาไธโอนที่มาจากอะโวกาโด้ได้ด้วย
สารกลูตาไธโอน (GLUTATHIONE) ดียังไงนะ ?
1. ทำให้ผิวเรียบเนียน สดใสเปล่งปลั่ง ขาวกระจ่างขึ้น ทั่วทั้งตัว
2. ทำให้ผิวเรียบเนียน สดใสเปล่งปลั่ง ขาวกระจ่างขึ้น
3. ช่วยลดจุดด่างดำต่างๆ ฝ้า กระ
4. เป็นสารต้าน อนุมูลอิสระ ต่อต้านความชราของเซลล์ และลดเลือน ริ้วรอย แห่งวัย
5. เป็นอาหารผิว ช่วยหล่อเลี้ยงผิว ทำให้ผิวมีสุขภาพดี
6. บริเวณที่มีบาดแผล มีผลช่วยเร่งกระบวนการซ่อมแซมผิว ทำให้แผลหายเร็วขึ้น
นอกจากจะช่วยในเรื่องของการควบคุมเม็ดสีผิวแล้ว กลูตาไธโอนยังถูกพบว่าเป็นสารต้านโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัลไซเมอร์ โรคออทิสติก โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคเหนื่อยเรื้อรัง โรคความดันโลหิตสูง บรรเทาพิษในร่างกายจากการรับประทานยาพาราเซตามอล เพิ่มภูมิคุ้มกันโรคเอดส์ และป้องกันการเป็นหมันในเพศชายได้อีกด้วย

วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

30 เกร็ดความรู้ แปลกๆ รอบโลก !

1. การชกมวยที่ยาวนานที่สุด ชกกันถึง 110 ยก โดยใช้เวลานานถึง 7 ชั่วโมง 19 นาที
2. สุนัขอายุยืนที่สุดในโลก คือ เจ้าเบลล่า จากอังกฤษ มีอายุยืนถึง 29 ปี หรือเทียบได้กับคนอายุ   203 ปี
3. ถั่วลิสงเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำระเบิด เพราะในถั่วมีกรีเซอรีน ซึ่งเป็นสารสำคัญที่จะประกอบเป็นไนโตรกรีเซอรีนซึ่งใช้ในการทำระเบิดนั่นเอง
4. ฮิปโปดุร้ายพอที่จะฆ่าคนได้เหมือนสัตว์ดุร้ายชนิดอื่น โดยเฉพาะในแอฟริกา ฮิปโปฆ่าคนได้มากกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นเสียอีก
5. เวย์น ออลไวน์ ผู้พากษ์เสียงมิกกี้เม้าส์ แต่งงานกันจริง ๆ กับ รัสซี เทย์เลอร์ ผู้พากษ์เสียงมินนี่
6. ปลาที่เคลื่อนไหวได้เชื่องช้าที่สุด คือ ม้าน้ำ
7. เท้าของคนวัยผู้ใหญ่ผลิตเหงื่อวันละกว่า 1/4 ของถ้วยกาแฟ
8. รถเต่าเป็นรถที่ออกแบบตามไอเดียของ อด็อฟ ฮิตเลอร์ส เมื่อปี 1933
9. มนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์มีขนาดสมองใหญ่กว่ามนุษย์ยุคปัจจุบัน
10. ไส้เดือนมีหัวใจมากที่สุดถึง 9 ดวง
11. ชื่อหนังสือที่ยาวที่สุดในโลก มีความยาวมากถึง 670 คำ
12. ไก่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้ถึง 18 เดือน หลังจากหัวขาด น่าประหลาดและอธิบายไม่ได้
13. หัวใจของคนเราเต้นไหวทั้งชีวิตประมาณ 3 พันล้านครั้งโดยเฉลี่ย
14. สัตว์จำพวกกบเป็นสัตว์ที่ไม่กินน้ำ แต่รับน้ำโดยการดูดซึมผ่านผิวหนัง
15. ผู้ชายมักจะถูกฟ้าผ่ามากกว่าผู้หญิง
16. การยกคนน้ำหนัก 50 กิโลกรัมลอยขึ้นเหนือพื้นได้ ต้องใช้ลูกโป่งอัดฮีเลียมกว่า 4,000 ลูก
17. อีกหนึ่งโรคประหลาดในโลกนี้ คือโรคกลัวหนวด หรือ Pogonophobia
18. โยโย่ แรกเริ่มเดิมทีแล้วเป็นอาวุธล่าสัตว์ ใช้ขว้างเกี่ยวขาสัตว์ ก่อนจะมาประยุกต์กลายเป็นของเล่นในปัจจุบัน
19. ยีราฟมีลิ้นที่ยาวมาก มันทำความสะอาดหูของมันด้วยลิ้นที่ยาวไม่ต่ำกว่า 18 นิ้ว
20. คุณไม่สามารถตั้งชื่อโฟลเดอร์ว่า “Con” ในคอมพิวเตอร์ได้ เพราะคำนี้ตรงกับชื่อ Device ซึ่งจะทำให้ระบบสับสนได้
21. ตาสีฟ้าเป็นตาที่ไวต่อแสงมากกว่าสีอื่น
22. หนอนริบบิ้นจะกินตัวเองเพื่อประทังชีวิต ถ้ามันหาอาหารไม่ได้
23. ดาวเคราะห์ทุกดวงในระบบสุริยะหมุนทวนเข็มนาฬิกาทั้งหมด ยกเว้นดาวศุกร์ที่หมุนตามเข็มนาฬิกา
24. สินค้าชิ้นแรกที่มีบาร์โค้ด คือ หมากฝรั่งริกลีย์
25. นินเทนโด นอกจากจะเป็นบริษัทผลิตเกมยอดฮิตแล้ว ยังเคยทำธุรกิจแท็กซี่มาแล้วด้วย
26. นกฟลามิงโกเป็นสีชมพู เพราะอาหารที่พวกมันกิน นั่นก็คือ กุ้ง
27. จิงโจ้เกิดใหม่ มีขนาดเล็กมาก เล็กขนาดที่ว่าพอจะอยู่บนช้อนได้อย่างสบายเลยทีเดียว
28. วัวเป็นสัตว์ที่ขับเหงื่อทางจมูก
29. ผู้หญิงมีอายุเฉลี่ยมากกว่าผู้ชาย
30. ฌอน คอนเนอรี เป็นมิสเตอร์ยูนิเวิร์สคนที่ 3 ของโลก

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

Production écrite

Je m'appelle Pattraporn.
Moi, je déteste le lundi et le mercredi.
Pourquoi? Parce que le lundi et le mercredi il y a cours de maths.
Je n'aime pas les maths. Je préfére l'anglais. 


วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

10 อันดับเมืองที่หนาวที่สุดในโลก!

เดือนธันวาคมถือว่าเป็นเดือนที่หนาวที่สุดสำหรับบ้านเรา หลายๆคนกำลังหาที่สัมผัสอากาศหนาวๆ ไม่ว่าจะตามดอย ยอดภู หรือแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมต่างๆ ตลอดถึงการเดินทางไปสัมผัสอากาศหนาวในต่างประเทศด้วย.... ในบรรยากาศแบบนี้ ผมจึงเอาสถานที่ที่ชื่อว่าหนาวเย็นยะเยือกมาฝาก เผื่อว่าคุณๆอยากไปลองสัมผัสดูบ้าง.

ผู้คนที่อยู่อาศัยในเมืองที่หนาวที่สุดเหล่านั้น จะต้องเข้าใจวิธีการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมตลอดจนวิถีชีวิตต่างๆเพื่ออยู่กับเมืองหนาวเย็นนั้นให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอุปกรณ์อีเลคทรอนิค น้ำมัน หมึกและของเหลวต่างๆ ซึ่งจะแข็งตัวในสภาพอุณหภูมิที่ติดลบ... แน่นอน มนุษย์เราสามารถจัดการเพื่อให้อยู่ในสภาพเย็นสุดๆแบบนั้นได้แน่ และต่อไปนี้คือ 10 เมืองที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุด



10. International Falls, America

International Falls (อเมริกา) ตั้งอยู่ที่ the Rainy River มีประชากรราว 7000 คน อุณหภูมิโดยเฉลี่ยคือ 36 องศา F หรือ 2 องศา C โดยที่อุณหภูมิเฉลี่ยช่วงเดือน ธันวาคม – กุมภาพันธุ์ จะต่ำกว่า 0 องศา ด้วยความหนาวเย็นแบบนี้ เมือง International Falls จึงได้รับการโปรโมทให้เป็น “Icebox of the nation”.

9. Barrow, America


เมืองแบโรว์ ในอเมริกา เป็นหนึ่งในเมืองที่หนาวที่สุดในอลาสก้า และเป็นเมืองที่มีอุณหภูมิใกล้เคียงกับเขตขั้วโลกใต้ (Antarctic Circle ) ที่สุดของอเมริกา อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ -20.1 องศา C (-29.0 F) ซึ่งเคยลบถึง -53.0 C (-47.0 F) ในบางครั้งที่เมืองนี้จะเห็นแสงเหนือ (auroras) ด้วย เมืองแบโรว์เหมาะมากสำหรับเล่นสกี

8. Umiat, America

Umiat (อเมริกา) อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 10.0 F (-12 C ) จึงทำให้เมืองนี้เป็นเมืองที่หนาวที่สุดเมืองหนึ่งในอเมริกา เมือง Umiat ตั้งอยู่ห่างจาก Deadhorse ในเขตขั้วโลกเหนือ (Arctic Circle) ราว 140 ไมล์ลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ สามารถไปถึงเมืองนี้ได้โดยอากาศยาน หรือทางแม่น้ำเท่านั้น เพราะไม่มีถนนหรือทางรถไฟเข้าไปถึง 

7. Prospect Creek, Alaska in United States

Prospect Creek, Alaska (อเมริกา) ในวันที่ 23 เดือนมกราคม ปี 1971 ไปป์ไลน์แค้มบันทึกไว้ว่า เป็นวันที่มีอุณหภูมิต่ำที่สุดของสหรัฐอเมริกา : -79.8 F หรือ -62.1 C Prospect Creek ตั้งอยู่ห่างจาก Bettles, Alaska ลงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 25 ไมล์



6. Yakutsk, Russia

Yakutsk (รัสเซีย) ที่มีประชากร 200,000 คน และเป็นเมืองหลวงของเขต Yakutia ในไซบีเรีย ในเดือนมกราคม อุณหภูมิสูงสุดของวันจะอยู่ที่ – 58 F (-50 C) ประชาชนจะได้รับการเตือนว่าอย่าใส่แว่นตาที่ด้านนอกของอาคาร เพราะจะมันแข็งตัวและแตกจนเป็นอันตรายต่อใบหน้า



5. Snag in Yukon, Canada

Snag ใน Yukon (แคนาดา) ในวันที่ 3 กุมภาพันธุ์ ปี 1974 สแนก หมู่บ้านเล็กๆใน Yukon ได้บันทึกไว้ว่ามีอากาศหนาวเย็นที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ คือ – 81.4 F (-63 C) หมู่บ้านนี้ได้ก่อตั้งขึ้นในช่วงยุคตื่นทอง ในปลายศตวรรษ 1800 Snag ตั้งอยู่ที่หุบเขาในทางใต้ beaver creek


4. North Ice Station Greenland

North Ice Station Greenland ; กรีนแลนด์ เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นสถานที่ๆหนาวที่สุดในซีกโลกด้านเหนืออีกแห่งหนึ่ง ในเดือน มกราคม วันที่ 9 ปี 1954 อุณหภูมิต่ำถึง -87 F (-66 C) จากบันทึกของ the North ice Research Station ที่อยู่ทางตอนกลางของ Greenland Ice Sheet



3. Verkhoyansk, Russia


Verkhoyansk (รัสเซีย) ที่ตั้งอยู่ใน เขตยาคูเทีย ในไซบีเรีย ภายในบริเวณ the Arctic Circle เมืองนี้จัดว่าเป็นเมืองเล็กอันดับที่ 3 ในรัสเซีย ซึ่งมีประชากรเพียง 1400 คน อุณหภูมปกติจะประมาณ – 40 C (- 40 F) และจะต่ำสุดถึง -69.8 C (-93.6F).




2. Oymyakon, Russia

หมู่บ้าน Oymyakon (รัสเซีย) อยู่ในทางทิศตะวันออกของไซบีเรีย มีประชากรราว 900 คนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ อุณหภูมิโดยเฉลี่ยอยู่ที่ – 96 F หรือ -71.2 C ในช่วงฤดูหนาวที่มีถึง 9 เดือน Oymyakon อยู่ในระหว่างภูเขาจึงทำให้อากาศหนาวเย็นยิ่งขึ้น



1.Vostok Station, Antarctica


สถานี Vostok (ขั้วโลกใต้) ซึ่งทวีป Antarctica ถือว่าเป็นสถานที่หนาวเย็นที่สุดในโลก มีเพียงนกเพ็นกวินและแมวน้ำเท่านั้นที่อาศัยอยู่ที่นี่สำหรับครึ่งหนึ่งของปี พื้นที่บริเวณนี้ถือว่าเป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย อุณหภูมิต่ำถึง -128.60 F หรือ -89.2 C


วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

8 สิ่งเล็กๆ (น่ารู้) เกี่ยวกับประเทศฝรั่งเศส!


 ฝรั่งเศสไม่นิยมการให้ทิป


          ถ้าน้องๆ คนไหนที่คิดจะไปเรียนที่ฝรั่งเศสและทำงานพิเศษโดยหวังจะได้ทิปเยอะๆ นั้น ขอบอกว่าเป็นเรื่องยากเลยค่ะ เพราะที่ฝรั่งเศสเค้าไม่นิยมให้ทิปกัน (บางคนมองว่าเป็นเรื่องแปลกด้วยซ้ำ) ค่าบริการต่างๆ ถูกรวมไว้ในบิลแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องให้ทิปเพิ่ม แต่ถ้าพนักงานบริการดีมากๆๆๆๆๆ อาจจะได้ทิปเล็กๆ น้อยๆ ซัก 1-2 ยูโรก็ได้


ต้นกำเนิดของเครป
         "เครป" เป็นของหวาน (หรือคาว?) เมนูโปรดของน้องๆ หลายคน แต่รู้มั้ยว่า ต้นกำเนิดที่แท้จริงของเครปเกิดที่ฝรั่งเศสนี่แหละค่ะ หลายๆ คนมักเข้าใจผิดว่าเครปมีต้นกำเนิดที่ญี่ปุ่น เพราะตามร้านต่างๆ มักติดป้ายว่า "เครปญี่ปุ่น" 5555 โดยเมืองที่เป็นต้นกำเนิดแบบอิริจินัลแท้ๆ อยู่ที่แคว้นชื่อ"Bretagne" เป็นแคว้นทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส โดยในอดีตนั้น คนฝรั่งเศสจะนิยมทานเครปกับน้ำผลไม้ค่ะ แต่ปัจจุบันนิยมทานกับผลไม้สดไม่ก็ช็อกโกแล็ต



ร้านขายยาที่ขาย "ยา"
          ถ้าให้ลองนึกภาพร้านขายยาในปัจจุบัน นอกจากจะขายยาแล้ว แทบทุกร้านก็ยังมีขายเครื่องดื่ม หรือบางร้านใหญ่ๆ ก็มีเครื่องสำอาง มาสคาร่า หรือของใช้อื่นๆ ทิชชู่ หวี กระจก สารพัดจะหามาขาย แต่ร้านขายยาในฝรั่งเศสนั้นจะขายเฉพาะ "ยา" เท่านั้นค่ะ ซึ่งร้านขายยานั้นสามารถหาได้ง่ายตามมุมถนนทั่วไป เพราะคนฝรั่งเศสเค้าจริงจังเรื่องสุขภาพและการใช้ยามากกกก เคยมีการสำรวจพบว่า คนฝรั่งเศสเป็นชาติที่เสียเงินใช้จ่ายในการซื้อยามากที่สุดในยุโรป


จริงจังเรื่องสุขภาพ
          องค์การอนามัยโลก (WHO) เคยจัดอันดับให้ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีระบบดูแลสุขภาพประชาชนที่เยี่ยมที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง โดยวัดได้จากการที่ฝรั่งเศสมีอัตราผู้เสียชีวิตจากโรคร้ายที่ต่ำมาก สาเหตุก็มาจากว่า ทุกคนมีประกันสุขภาพ และประกันสุขภาพนี้จะจ่ายทดแทนให้ได้หมดแทบไม่มีข้อยกเว้น ป่วยเมื่อไหร่ประกันจ่ายให้หมด 100% หรือแม้แต่ชาวต่างชาติที่เข้าไปในอาศัยในประเทศฝรั่งเศสก็ต้องมีประกันสุขภาพด้วยเช่นกัน โดยราคาของประกันสุขภาพอยู่ที่ประมาณ 200-500 ยูโรหรือประมาณ 8,000-20,000 บาทต่อปีค่ะ

จำนวนนักท่องเที่ยว
         ประเทศฝรั่งเศสมีประชากรจำนวน 64 ล้านคนซึ่งไม่แตกต่างจากประเทศไทยบ้านเรานัก แต่!!!!!! ประเทศฝรั่งเศสมีนักท่องเที่ยวมาเยือนปีละ 70 กว่าล้านคน ถือว่ามากกว่าจำนวนพลเมืองในประเทศด้วยซ้ำ สุดยอดเลยเนาะ นอกจากนี้ ยังถือเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุดของปี 2011 (ใน 10 อันดับมีเอเชีย 3 ประเทศคือ จีน ตุรกี และมาเลเซีย)



ภาษีโทรทัศน์ 
         น่าแปลกดีเหมือนกันที่ใครมีโทรทัศน์ ต้องเสียภาษีโทรทัศน์ด้วย!! โดยตกประมาณ 200 ยูโรหรือ 8,000 บาทต่อปี ภาษีเหล่านี้ทางรัฐบาลจะนำไปปรับปรุงรายการโทรทัศน์ให้มีคุณภาพมากขึ้น และที่สำคัญคือมีโฆษณาคั่นรายการน้อยมากกกกค่ะ เพราะรัฐบาล
ฝรั่งเศสไม่ต้องการให้ประชาชนถูกโฆษณาเหล่านั้นมอมเมา (พูดง่ายๆ คือปกติรายการทีวีต้องมีโฆษณาเข้า ถึงจะมีรายได้ แต่รายการทีวีของฝรั่งเศสไม่มีรายได้จากโฆษณา เลยต้องเก็บเป็นภาษีแทน) แต่จริงๆ ก็ไม่ใช่แค่ฝรั่งเศสนะคะที่มีการเก็บภาษีโทรทัศน์ เพราะประเทศอื่นๆ ในยุโรป เช่น เยอรมัน เดนมาร์ค ออสเตรีย เค้าก็มีเก็บเหมือนกันแถมแพงกว่าที่ฝรั่งเศสด้วย


ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า
          เราคงคุ้นเคยกับประโยคที่ว่า The customer is always right. คือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยังไงลูกค้าก็คือพระเจ้าและถูกอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่ที่ฝรั่งเศสค่ะ ! ว่ากันว่าวิถีการให้บริการของคนที่นั่นค่อนข้างแข็งๆ ทื่อๆ ไม่ค่อยแคร์ลูกค้า เคยมีคนกล่าวไว้ว่า เวลาเปิดร้านค้าในฝรั่งเศสขึ้นอยู่กับอารมณ์คนขาย ไม่ได้จะแคร์ลูกค้า 555



เจ้าแห่งรางวัลโนเบล
          ชาวฝรั่งเศสเป็นชาติที่โรแมนติก ดังนั้นที่นี่จึงเป็นบ้านเกิดของกวีและนักเขียนชื่อดังมากมาย ที่สำคัญ ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาวรรณกรรมมากที่สุดของโลกด้วยค่ะ โดยนักเขียนที่เคยได้รับรางวัลนี้ก็เช่น J. M. G. Le Clézio หรือ ฌ็อง มารี กุสตาฟว์ เลอ เกลซีโย เป็นนักเขียนและนักเดินทางรอบโลกชาวฝรั่งเศส มีผลงานเขียนกว่า 40 เรื่อง จนได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเมื่อปี 2008 ที่ผ่านมาค่ะ

  
ที่มา:www.dek-d.com